คืนนั้น เจียงจวินอวี๋เป็นเจ้าภาพ เขาเหมาหอเหอหมิงอันเลื่องชื่อที่สุดในอู่ชาง ทั้งยังจองหอชมแม่น้ำซึ่งกว้างขวางและงดงามที่สุด เชื้อเชิญสหายร่วมสำนักคนสำคัญที่มีส่วนร่วมในการถวายแผนครั้งนี้ ตลอดจนเหล่าบัณฑิตและอาจารย์ผู้มีหน้ามีตาในสำนักศึกษามาร่วมงานเลี้ยงฉลอง
พิธีการอันเคร่งขรึมในยามกลางวัน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเรื่องพูดคุยท่ามกลางการชนจอกสุรา
ภายในหอชมแม่น้ำ โต๊ะกลมขนาดใหญ่ถูกจัดวางเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสอันเป็นเอกลักษณ์ของอู่ชาง
สุราเป็นสุราข้าว รสเข้มข้นกลมกล่อมและหอมหวานชื่นคอ
เจียงจวินอวี๋ใบหน้าแดงก่ำ ยกจอกขึ้นกล่าวเสียงกังวานว่า “สหายร่วมสำนักทุกท่าน! งานฉลองวันนี้นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงแนวทางการศึกษาของสำนักศึกษาฉู่เสียนที่มุ่งนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ฝ่าบาททรงพระอักษรด้วยพระองค์เองเพื่อเทิดทูนปราชญ์และส่งเสริมการศึกษา นับเป็นกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่พวกเรา มาเถิด ดื่มให้หมดจอก ขอให้สายธารแห่งความรู้ของสำนักศึกษารุ่งเรือง ขอให้พวกเราไม่ทรยศต่อวิชาที่ร่ำเรียน และได้ตอบแทนแผ่นดินในเร็ววัน!”
“ดื่ม!” ทุกคนขานรับพร้อมเพรียง ก่อนจะดื่มจนหมดจอก
ระหว่างงานเลี้ยง หัวข้อสนทนาย่อมวนเวียนอยู่กับเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนและหลังการถวายแผนครั้งนี้ บรรยากาศคึกคักของการระดมเงินบริจาคในเมืองหลวงประจำมณฑล รวมถึงเสียงตอบรับจากแต่ละพื้นที่หลังนำแผนไปปฏิบัติ
ผู้คนทยอยเข้ามาคารวะสุราฉินฮ่าวหราน กล่าวชื่นชมว่าเขา “ห่วงใยบ้านเกิด” และ “ช่วยงานในที่ว่าการอย่างเหน็ดเหนื่อยจนมีความดีความชอบยิ่ง”
ฉินฮ่าวหรานตอบรับอย่างถ่อมตนทีละคน ทว่าในใจกลับมิได้ตื่นเต้นมากนัก
เกียรติยศครั้งนี้ เบื้องหลังคือความทุกข์ยากและการดิ้นรนของชาวบ้านนับไม่ถ้วนในเหมี่ยนหยางและหูเป่ยกับหูหนาน เป็นภาพโจ๊กจืดจางในโรงทานบรรเทาทุกข์ อีกทั้งยังมีมุมมืดบางแห่งที่เขาได้เห็นกับตา แต่สุดท้ายกลับเลือกจะนิ่งเงียบ
