ฉินฮ่าวหรานคุกเข่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน ความเจ็บแปลบตรงหัวเข่าช่วยให้เขายังคงมีสติแจ่มชัด
อาจารย์หลี่พลันเรียกชื่อเขาขึ้นมา “ฉินฮ่าวหราน!”
ฉินฮ่าวหรานรีบขานรับ “ศิษย์อยู่นี่”
“ท่านเฉิน เจ้าสำนักศึกษามีคำสั่งให้เจ้าอยู่ตรงบันไดด้านตะวันออกของสำนักศึกษาในช่วงต้อนรับพระราชโองการ รับหน้าที่กำกับพิธี”
อาจารย์หลี่คลี่แผนผังอีกแผ่นออก “บันไดด้านตะวันออกอยู่ตรงนี้ หน้าที่ของเจ้าคือดูแลความเป็นระเบียบของขบวนเครื่องประกอบพิธีตอนเข้าสำนักศึกษา หากพบสิ่งใดไม่เหมาะสม ให้ส่งสายตาเป็นสัญญาณแก่เจ้าหน้าที่ประกอบพิธี จงจำไว้ แม้เจ้าไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ทว่าหน้าที่นี้สำคัญยิ่ง เป็นตัวแทนบัณฑิตของสำนักศึกษาในการกำกับพิธีการ”
สายตาอิจฉาหลายคู่ทอดมาจากรอบด้าน
ฉินฮ่าวหรานประสานมือคารวะ “ศิษย์รับคำสั่ง”
“ดี ฝึกซ้อมต่อ!”
วันที่ 19 เดือน 11 วันที่สองของการถือศีล
การฝึกซ้อมในวันนี้เน้นพิธีดนตรี
ในพิธีพระราชโองการอภัยโทษ ดนตรีมีความสำคัญยิ่ง จะบรรเลงเมื่อใดและใช้บทเพลงใด ล้วนมีกฎเกณฑ์กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด
คราวนี้สำนักศึกษาฉู่เสียนจงใจไม่ใช้คณะดนตรีราชสำนักที่คุ้นเคยกัน หากคัดเลือกคณะฉู่ยวิ่นจากหมู่นักดนตรีในอู่ชาง ซึ่งเชี่ยวชาญดนตรีพื้นบ้านแห่งจิงฉู่โดยเฉพาะ
นักดนตรีของคณะฉู่ยวิ่นมาถึงตั้งแต่เช้าตรู่
พวกเขาหอบหีบเครื่องดนตรีน้อยใหญ่มาตั้งที่นั่งทางฝั่งตะวันตกของลานหน้าโถงหมิงหลุน
อาจารย์หลี่หารือกับเจ้าหน้าที่ประกอบพิธีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงดังว่า “วันนี้ฝึกซ้อมเพลงต้อนรับพระราชโองการ เมื่อขบวนพระราชโองการมาถึงห่างจากสำนักศึกษา 100 ก้าว ให้บรรเลงเพลง ‘ต้อนรับเซียน’ เมื่อเก๋งมังกรเริ่มเคลื่อน ให้บรรเลงเพลง ‘เชิญสู่สวรรค์’ เมื่อนำพระราชโองการไปประดิษฐาน ให้บรรเลงเพลง ‘เทิดทูนฟ้าดิน’ เมื่อดนตรีเริ่มให้คำนับ เมื่อดนตรีหยุดให้ลุกขึ้น จงทำให้ตรงจังหวะ!”
หัวหน้าคณะฉู่ยวิ่นได้ยินดังนั้นก็ประสานมือคารวะ จากนั้นหันไปกำชับนักดนตรีสองสามประโยค แล้วเสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลง
เดิมทีเพลง ‘ต้อนรับเซียน’ เป็นบทเพลงของลัทธิเต๋า เมื่อคณะฉู่ยวิ่นนำมาดัดแปลง ก็ผสานความพลิ้วไหวลึกลับของดนตรีบวงสรวงเทพแห่งจิงฉู่เข้าไป
