“กัง—กัง—กัง—”
เสียงระฆังเลิกเรียนดังขึ้น
บนแท่นบรรยาย ท่านอาจารย์หลิวปิดม้วนคัมภีร์เมิ่งจื่อในมือ ก่อนก้าวฉับ ๆ จากไป
ทันทีที่เงาร่างของอาจารย์ลับหายไป โถงหมิงหลุนซึ่งเดิมเงียบสงบก็พลันอื้ออึงขึ้นมา
เสียงสวบสาบยามเก็บตำรา เสียงเหยียดกายคลายเส้นสายหลังลุกขึ้นขยับแข้งขา และเสียงสนทนาที่จับกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว ประสานเข้าด้วยกัน
ไม่นาน สหายร่วมสำนักหลายคนที่อดใจต่อความใคร่รู้ไว้ไม่อยู่ก็ลุกจากที่นั่ง พากันมารุมล้อมโต๊ะหนังสือของฉินฮ่าวหราน
ผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มคือบัณฑิตหนุ่มสวมอาภรณ์สีคราม อายุราวยี่สิบต้น ๆ ใบหน้าซื่อตรง ดวงตาสุกใส เขาประสานมือคำนับเป็นคนแรก น้ำเสียงเปี่ยมด้วยคำชื่นชมจริงใจไร้เสแสร้ง
“ศิษย์น้องฉิน! วาทะอันลึกซึ้งเมื่อครู่ประหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมใจ ทำให้ข้ากระจ่างแจ้งราวกับเปิดเมฆเห็นตะวัน! ข้าหวังเยี่ยนซู อายุมากกว่าเจ้าหลายปี และยังเป็นเพียงบัณฑิตเพิ่มวุฒิ ศิษย์น้องใช้ ‘มังกรกับงู’ เปรียบกับ ‘ยามตกต่ำและยามรุ่งโรจน์’ อธิบายหลักการที่ว่า เมื่ออยู่ในยามคับขันควรรักษาคุณธรรม ขัดเกลาตนเองให้มั่นคง ส่วนยามสมหวังควรลงมือปฏิบัติเมตตาธรรม เอื้อประโยชน์แก่ใต้หล้าได้อย่างมีชีวิตชีวาและแจ่มชัด ทั้งภาพเปรียบก็ลึกซึ้งกว้างไกล นับว่าเหนือกว่าคนทั่วไปจะเทียบได้!”
เด็กหนุ่มอีกคนอายุน้อยกว่าเล็กน้อย ราวสิบเจ็ดสิบแปดปี แม้อาภรณ์จะดูเรียบง่ายอยู่บ้าง ก็รีบกล่าวเสริมว่า “เป็นเช่นนั้น ศิษย์น้องฉิน! โดยเฉพาะประโยคที่ว่า ‘ยามเป็นงูอย่าละทิ้งปณิธาน เร้นกายฝึกฝนตน ยามเป็นมังกรอย่าหยิ่งผยอง แผ่ร่มเงาแก่ปวงประชา’ ช่างเป็นถ้อยคำล้ำค่าประหนึ่งทองหยก สมควรให้พวกเราใช้เป็นคติประจำใจ! ข้าชื่อโจวจื่อโม่ เป็นเพียงบัณฑิตพ่วงวุฒิ”
อีกคนหนึ่งอดถามไม่ได้ “ศิษย์น้องฉินดูยังเยาว์วัยนัก แต่กลับมีความรู้ความเห็นล้ำเลิศถึงเพียงนี้ ความคิดลุ่มลึกเทียบได้กับบัณฑิตเฒ่าผู้ทรงความรู้ ไม่ทราบว่าได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของปราชญ์ผู้เร้นกายท่านใด หรือมีพื้นฐานความรู้ในตระกูลลึกซึ้ง จึงได้รับการอบรมมาตั้งแต่วัยเยาว์?”
