ทหารถือทวนยาว พกดาบไว้ข้างเอว ยืนเรียงแถวเฝ้ารักษาการณ์อยู่ทั้งสองฟาก
ทหารนายหนึ่งซึ่งดูคล้ายเจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยก้าวเข้ามา ยื่นมือขวางรถม้าไว้ “ใบผ่านทาง!”
ฉินฮ่าวหรานล้วงใบผ่านทางที่เตรียมไว้ก่อนแล้วออกจากอกเสื้อ พร้อมกับหนังสือรับรองเข้าเรียนที่รองผู้ตรวจการหลี่มอบให้ แล้วยื่นส่งไปพร้อมกัน
เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยอาศัยแสงโคมกวาดตามองเอกสารอย่างคร่าว ๆ สายตาหยุดอยู่ที่คำว่า “จวี่เหรินแห่งหูกว่าง” และ “นักศึกษาสำนักศึกษาหลวง” ครู่หนึ่ง สีหน้าจึงคลายลง เขาคืนเอกสารให้พร้อมโบกมือเป็นสัญญาณให้ผ่าน ทว่ากลับหันไปกล่าวกับคนขับรถม้าว่า “ภาษีเข้าเมือง ห้าอีแปะ”
คนขับรถม้าชะงักไป ก่อนจะยิ้มประจบแล้วกล่าวว่า “ท่านทหาร ตามธรรมเนียมเดิม ภาษีเข้าเมืองนี้ควรเป็นท่านผู้โดยสารที่นั่งรถ...”
เจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อยตัดบทอย่างไม่สบอารมณ์ “ธรรมเนียมเปลี่ยนแล้ว! เพิ่งมีคำสั่งจากเบื้องบนส่งลงมาเมื่อวันนี้ ต่อไปนี้รถที่บรรทุกผู้โดยสารเข้าเมืองต้องให้คนขับจ่ายภาษีรถแทน พวกเจ้าไปคิดบัญชีกับผู้โดยสารเองภายหลัง! อย่าพูดมาก รีบจ่ายมา!”
คนขับรถม้าหน้าขมขื่น พึมพำเสียงเบาว่า “ขึ้นภาษีอีกแล้ว” กับ “คำสั่งเช้าค่ำเปลี่ยน” อะไรทำนองนั้น แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน จึงล้วงเงินทองแดงห้าเหรียญจากถุงเงินเก่าที่เอว แล้วส่งให้อย่างไม่เต็มใจ
เมื่อเข้าเมืองแล้ว ทิวทัศน์ก็แตกต่างจากนอกเมืองโดยสิ้นเชิง
ถนนกว้างขวางขึ้นมาก อย่างน้อยก็มีที่ให้รถม้าสี่คันวิ่งขนานกันได้ พื้นถนนปูด้วยแผ่นหินเขียวก้อนใหญ่ แม้กาลเวลายาวนานจะทำให้ล้อรถบดจนเกิดรอยลึก บางแห่งแผ่นหินแตกเป็นหลุมเป็นบ่อ แต่เมื่อเทียบกับถนนดินนอกเมืองแล้วก็ต่างกันราวฟ้ากับดิน
