เมื่อทราบว่าฉินฮ่าวหรานยังจะไปสักการะศาลซูกง ชุยซื่ออันก็เอ่ยอย่างยินดีว่า “ช่างประจวบเหมาะ พรุ่งนี้ข้าก็ตั้งใจจะไปศาลซูกงใต้เขาอวิ๋นหลงเช่นกัน ซูกงสร้างคุณูปการไว้แก่สวีโจวลึกล้ำยิ่ง ไม่ไปคารวะย่อมไม่ได้ หากพี่ฉินไม่รังเกียจ พรุ่งนี้ไปด้วยกันหรือไม่?”
ฉินฮ่าวหรานตอบรับด้วยความยินดี ได้ผู้รู้ท้องถิ่นร่วมทางเป็นผู้นำ ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
วันที่สาม ฉินฮ่าวหรานกับชุยซื่ออันมาพบกันหน้าศาลซูกงตามที่นัดหมายไว้
ศาลซูกงตั้งอยู่เชิงเขาอวิ๋นหลงทางตะวันออกของเมือง สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงซูซื่อ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ ในคราวที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสวีโจว
แม้ซูซื่อจะดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองสวีโจวเพียงสองปี แต่ผลงานด้านการปกครองโดดเด่นยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องต้านอุทกภัยและพิทักษ์เมือง ซึ่งทำให้ได้รับความเลื่อมใสจากประชาชนอย่างลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ ธูปเทียนในศาลซูกงแห่งสวีโจวจึงไม่เคยขาด
อาคารศาลเจ้าไม่โอ่อ่าสง่างามเท่าศาลบรรพชนฮั่นเกาจู่ และไม่สงบเงียบร่มรื่นเท่าศาลหลิวโหว ทว่ากลับเปี่ยมด้วยบรรยากาศของบัณฑิตอย่างยิ่ง
ภายในตำหนักแขวนป้ายและคู่คำกลอนที่ขุนนางกับผู้มีชื่อเสียงในแต่ละยุคมอบให้ไว้เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น “เจ้าเมืองผู้เลิศล้ำด้านอักษร” “คุณความดีแผ่ทั่วผังเฉิง” หรือ “ความภักดีและรักใคร่เลื่องลือชั่วกาล” ล้วนเป็นคำยกย่องความสามารถด้านวรรณศิลป์และผลงานปกครองของซูซื่อ
ชุยซื่ออันชี้ไปยังภาพถูกรอยสลักหินขนาดใหญ่บนผนังตำหนักแล้วกล่าวว่า “พี่ฉินโปรดดู นี่คือภาพถูกรอยสลักจากบทประพันธ์ ‘ฟู่หอหวง’ ซึ่งซูกงเขียนด้วยลายมือของตนเอง ครั้งที่ซูกงอยู่สวีโจว ผลงานยิ่งใหญ่ที่สุดย่อมเป็นการต้านอุทกภัย
“ปีหยวนเฟิงที่หนึ่ง แม่น้ำเหลืองแตกตลิ่งที่หมู่บ้านเฉาชุน เมืองฉานโจว มวลน้ำหลากทะลักเข้าประชิดกำแพงเมืองสวีโจว สถานการณ์ยามนั้นคับขันยิ่ง ผู้คนหวาดผวา ครอบครัวมั่งคั่งต่างพากันหนีออกจากเมือง
