ยามสนธยา ท้องฟ้ากำลังจะมืดแต่ยังไม่มืดสนิท ลานกว้างหน้าศาลบรรพชนจัดโต๊ะโป๊ยเซียนไว้กว่ายี่สิบตัวแล้ว เรียงจากตะวันออกไปจรดตะวันตก มองปราดเดียวก็เห็นโต๊ะเรียงแน่นขนัด
บนโต๊ะแต่ละตัวจัดวางชามและตะเกียบไว้อย่างเป็นระเบียบ อาหารมีหลากหลาย มุมโต๊ะมีไหสุราข้าววางอยู่
ประตูใหญ่ของศาลบรรพชนเปิดอ้า ภายในจุดตะเกียงน้ำมันไว้สิบกว่าดวง
บุรุษจับจองโต๊ะทางตะวันออกสิบกว่าโต๊ะ ส่วนสตรีอยู่ทางตะวันตก ตรงกลางเว้นทางเดินสายหนึ่งไว้
ค่ำคืนส่งท้ายปีเก่ามารวมญาติ บุรุษดื่มสุราเล่นทายหมัด ส่วนสตรีพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในครอบครัว ต่างมีสิ่งที่ทำของตน
ท่านอาฉินเต๋อชางยกจอกสุราขึ้น ก่อนค่อย ๆ ยืนขึ้นอย่างโงนเงน
ผู้คนเต็มโต๊ะเห็นดังนั้นก็พากันลุกขึ้น ยกจอกสุราตาม “มา ยกจอกขึ้นกันทุกคน!
“ปีนี้เป็นวันสำคัญของตระกูลฉินเรา จัดลำดับอักษรประจำรุ่น เปลี่ยนชื่อ เปิดศาลบรรพชน บรรพชนทั้งหลายบนสวรรค์มองดูอยู่ ย่อมต้องยินดีเป็นแน่!
“ฮ่าวหรานกลับจากเมืองหลวง มาจัดการเรื่องราวให้ตระกูลตั้งมากมาย นี่เป็นความกตัญญูของเขา และเป็นวาสนาของตระกูลฉินเรา มา ๆ เติมให้เต็มจอก ดื่มคารวะฮ่าวหรานกันสักจอก!”
ทุกคนขานรับพร้อมกัน ต่างยกจอกขึ้น
“คารวะฮ่าวหราน!”
“ดื่มคารวะฮ่าวหรานสักจอก!”
ฉินฮ่าวหรานรีบประคองจอกสุราด้วยสองมือ กล่าวขึ้นว่า
“ท่านอาเอ่ยชมเกินไปแล้ว ฮ่าวหรานเป็นลูกหลานตระกูลฉิน การทำสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว หากเมื่อก่อนคนในตระกูลมิได้รวบรวมเงินส่งฮ่าวหรานเล่าเรียน ฮ่าวหรานไหนเลยจะมีวันนี้? บุญคุณนี้ ฮ่าวหรานจดจำไว้ในใจ ไม่กล้าลืมแม้ชั่วขณะ
