กู้โหย่วซิ่นเดินเข้ามา มองแท่นทับกระดาษรูปปล้องไผ่สีเขียวมรกตที่โผล่พ้นกล่องไม้ลงยาออกมา แล้วพยักหน้าชมว่า “ปล้องไผ่ชิงเถียน มีความหมายดีเลิศ ทั้งยังแฝงความงดงามสง่า พี่ฉินใส่ใจยิ่งนัก”
ฉินฮ่าวหรานหยิบพู่กันกับกระดาษมาเริ่มเขียนจดหมายตอบ ก่อนอื่นเขาเขียนถึงท่านอาจารย์หลี่ว่า
“เรียนท่านอาจารย์
ศิษย์ฮ่าวหรานขอคารวะ ก่อนหน้านี้ได้รับจดหมายจากท่าน ศิษย์อ่านทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ครั้นทราบข่าวว่าพี่ซงเหยาสอบระดับสำนักศึกษาผ่าน ได้ลำดับที่ยี่สิบหก ก็ยินดียิ่งนัก ขอร่วมแสดงความยินดีจากแดนไกล พี่ซงเหยามีพรสวรรค์เฉียบแหลม อีกทั้งขยันเล่าเรียนไม่หยุดหย่อน อดหลับอดนอนร่ำเรียนจนได้ชื่อเสียงในวันนี้ นับเป็นผลจากการสั่งสมมาเนิ่นนาน สวรรค์ย่อมตอบแทนผู้ขยันหมั่นเพียร สมควรแก่ความสำเร็จแล้ว
ครานั้นศิษย์เพียงช่วยเหลือเล็กน้อย มิควรค่าแก่การกล่าวถึง ท่านอาจารย์เอ่ยถึงอยู่หลายครั้ง ทั้งยังกล่าวชมเกินจริง ศิษย์ละอายใจจนมิอาจรับไว้ได้…”
ในจดหมายเริ่มจากแสดงความยินดีอย่างจริงใจ ก่อนถ่อมตนยกความดีความชอบให้แก่ความพยายามของหลี่ซงเหยาและคำสั่งสอนจากสำนักศึกษาฉู่เสียน
จากนั้นเขารายงานความเป็นอยู่ของตนโดยสังเขปว่า “นับแต่เดือนเจ็ด ศิษย์ได้เลื่อนชั้นเข้าสู่โถงซิวเต้า วิชาเรียนลึกซึ้งกว่าโถงกว่างเย่ ทั้งยังเพิ่มวิชาคำสั่งราชการ พระราชโองการ หนังสือกราบทูล และกฎหมายอาญา แม้รู้สึกว่าภาระหนักหนา แต่ศิษย์ไม่กล้าหย่อนยานแม้แต่น้อย ในแต่ละวันตั้งใจเล่าเรียน มิกล้าลืมพระคุณคำสั่งสอนที่ท่านอาจารย์เคยชี้แนะ
ศิษย์กินอยู่เป็นสุขดี เพื่อนร่วมชั้นล้วนปรองดองกัน ขอท่านอาจารย์อย่าได้เป็นห่วง”
เมื่อกล่าวถึงของขวัญ ฉินฮ่าวหรานเขียนว่า “ศิษย์ติดพันกับการเรียน หนานจิงกับหูเป่ยและหูหนานอยู่ห่างไกลกัน มีภูเขาและแม่น้ำกั้นขวาง จึงมิอาจกลับบ้านเกิดไปมอบของแสดงความยินดีด้วยตนเอง
ด้วยเหตุนี้จึงจัดเตรียมของเล็กน้อย ฝากพี่เหอวั่งผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องนำกลับไปให้ แท่นทับกระดาษรูปปล้องไผ่ชิงเถียนหนึ่งคู่ มีความหมายถึงจิตใจถ่อมตนและความมุ่งมั่นมั่นคง หวังว่าจะได้วางอยู่บนโต๊ะหนังสือของพี่ซงเหยา ช่วยให้ความคิดพรั่งพรูและเขียนได้พันคำในคราเดียว
