เจียงจวินอวี๋อาศัยสถานะของตน ทำให้ที่ว่าการอู่ชางยอมรับและถึงกับให้การสนับสนุนอย่างรวดเร็ว ที่ว่าการเองก็ยินดีให้พลังจากชาวบ้านช่วยแบ่งเบาภาระ
ฉินฮ่าวหรานรับหน้าที่ร่างประกาศรับบริจาค ด้วยถ้อยคำจริงใจและเนื้อหาชัดเจน ส่วนคนอื่น ๆ ต่างแยกย้ายไปติดต่อร้านค้าและเส้นสายของครอบครัวในเมืองหลวงประจำมณฑล
วันถัดมา ณ ทางแยกที่คึกคักที่สุดของเมืองอู่ชาง หน้าหอหวงเฮ่อ ท่าเรือประตูเจียงเซี่ย ตลอดจนหน้าประตูสำนักศึกษาฉู่เสียน ต่างปรากฏภาพสะดุดตาขึ้นหลายแห่ง
โต๊ะไม้เรียบง่ายปูผ้าขาว ด้านบนแขวนป้ายผืนใหญ่สะดุดตา เขียนว่า “เหล่าบัณฑิตสำนักศึกษาฉู่เสียนร่วมระดมทุนช่วยหูเป่ยและหูหนานต้านภัยตั๊กแตน” ข้างกันมีแผ่นไม้ตั้งอยู่ ติดประกาศรับบริจาคฉบับนั้นและบัญชีรายนามผู้ร่วมทำบุญที่ยังว่างเปล่า
บัณฑิตหนุ่มหลายคนสวมชุดบัณฑิตสะอาดเรียบร้อย สีหน้าเปี่ยมความห่วงใยต่อบ้านเมือง ประสานมือกล่าวแก่ผู้คนที่เดินผ่านถึงภัยแล้งและตั๊กแตน รวมทั้งวิธีบรรเทาทุกข์ พร้อมวิงวอนให้เหล่าผู้อาวุโสและชาวบ้านช่วยกันบริจาคอย่างใจกว้าง
“...หูเป่ยและหูหนานเป็นถิ่นอุดมสมบูรณ์ ทว่ายามนี้กลับประสบภัยแล้งและฝูงตั๊กแตนร้ายแรง ไร่นากำลังรกร้าง ราษฎรเดือดร้อนยิ่งนัก! ใต้เท้าผู้ตรวจการมณฑลกำหนดแนวทางรับมือไว้แล้ว แต่การดำเนินการจำเป็นต้องอาศัยทุนทรัพย์
พวกเราผู้ร่ำเรียน แม้ไม่มีทรัพย์เหลือเฟือ แต่ยินดีออกแรงเท่าที่ทำได้ เที่ยวบอกกล่าวรวบรวมน้ำใจหยดเล็กหยดน้อยให้กลายเป็นสายน้ำใหญ่ ช่วยทางการกอบกู้ราษฎรจากความทุกข์เข็ญ! ผู้ใดบริจาคเงิน ธัญพืช เป็ด ยา หรือปูนขาว ไม่ว่ามากน้อย ล้วนบันทึกเป็นกุศล ประกาศรายนามทุกวัน และใช้เงินตามวัตถุประสงค์ ให้ฟ้าดินเป็นพยาน!”
