ช่วงนี้โต้วเหนียงกำลังเร่งปักงานชิ้นหนึ่ง เป็นลวดลายผ้าคลุมผ้านวมขนเป็ดที่ร้านค้าในตัวเมืองสั่งทำ
นางนั่งอยู่ใต้หน้าต่าง ปลายนิ้วขยับพลิ้วไหว เข็มกับด้ายเคลื่อนไปมาบนผ้าฝ้ายเนื้อละเอียด ปักลายดอกบัวเลื้อยเถาอันประณีต
ฉินฮ่าวหรานมักเล่าเรื่องที่พบเห็นในตัวเมืองให้นางฟังอยู่บ้าง ทั้งเรื่องเครื่องประดับสตรีและลวดลายผ้า โต้วเหนียงตั้งใจฟัง ดวงตาฉายแววปรารถนาแต่ก็ข่มกลั้นเอาไว้
โต้วเหนียงถามด้วยความใคร่รู้ว่า “พี่ฮ่าวหราน ท่านว่าแม่นางในตัวเมืองล้วนอ่านคัมภีร์สตรีทั้งสี่ แต่งกลอนแต่งคำประพันธ์เป็นจริงหรือ?”
ฉินฮ่าวหรานยิ้มพลางตอบว่า “บุตรีตระกูลใหญ่ส่วนมากได้รับการอบรมสั่งสอน การอ่านออกเขียนได้ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ใช่ว่าทุกคนจะแต่งกลอนประพันธ์คำได้ โต้วเหนียง เจ้าหัวไว ทั้งยังอ่านออกเขียนได้ มิได้ด้อยกว่าพวกนางเลย”
ใบหน้าโต้วเหนียงขึ้นสีแดงเรื่อ นางก้มหน้าปักผ้าต่อ พลางกล่าวเสียงแผ่วว่า “ข้าจะเทียบกับผู้อื่นได้อย่างไร... เพียงทำงานตรงหน้าให้ดี ช่วยแบ่งเบาภาระในบ้านได้ ข้าก็พอใจแล้ว”
ฉินฮ่าวหรานลอบถอนใจ
สตรีในยุคนี้ แม้มีพรสวรรค์ แต่หนทางในชีวิตกลับมีอยู่อย่างจำกัดยิ่ง
โต้วเหนียงสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลิตภัณฑ์ขนเป็ดได้ ก็นับว่าหาได้ยากแล้ว
วันที่สิบหกเดือนหนึ่ง ในปฏิทินเขียนไว้ว่า “เหมาะแก่การออกเดินทาง”
วันหยุดกลับบ้านของฉินฮ่าวหรานครบกำหนดแล้ว เขาต้องกลับไปยังสำนักศึกษาในเมืองอู่ชาง
ฉินเหอวั่งก็มาถึงเช่นกัน คอยช่วยตรวจสัมภาระเป็นครั้งสุดท้าย
หีบหนังสือจัดเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่ก่อนหน้า นอกจากคัมภีร์ประวัติศาสตร์และบันทึกต่าง ๆ ที่จำเป็นแล้ว ยังมีบันทึกข้อคิดบางส่วนที่ฉินฮ่าวหรานเขียนขึ้นเอง
อีกห่อหนึ่งบรรจุเสื้อชั้นในหนาหลายตัวกับรองเท้าและถุงเท้า ซึ่งป้าเฉินซื่อกับโต้วเหนียงช่วยกันตัดเย็บขึ้นมา ทั้งยังมีของพื้นเมืองอีกจำนวนหนึ่ง
ฉินโส่วเย่พาคนในตระกูลทยอยมาส่งที่ปากหมู่บ้าน
แสงยามเช้าสลัว อากาศหนาวเย็นจนลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอขาว
