หลี่โม่ยังไม่ทันเอ่ยปาก ซุนเซิงผู้เสนอชื่อสวีฉี่ก่อนหน้านี้ก็ออกจากแถวมากล่าวโต้แย้ง “คำกล่าวนี้คลาดเคลื่อนแล้ว! สวีฉี่รับราชการในกรมพิธีการและสำนักฮั่นหลิน เคยถวายงานบรรยายในงานศึกษาพระราชสำนัก ทั้งยังเชี่ยวชาญระเบียบและระบบการปกครองของราชสำนัก ข้าราชการผู้นี้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยมีความผิด จะไม่เข้าใจงานคัดเลือกขุนนางได้อย่างไร? ส่วนท่านเป็นเพียงขุนนางระดับจู่ซื่อ กลับไม่ตรวจสอบความสามารถของขุนนางให้ถ่องแท้ แล้ววิจารณ์ผู้อื่นอย่างเลื่อนลอย หรือมีความคิดส่วนตัวแอบแฝงอยู่กันแน่?”
สายตาจับจ้องจ้าวเหวินหัวอย่างไม่วางตา
จ้าวเหวินหัวถูกเขาจ้องจนใจคอไม่ดี ทว่ายังคงฝืนกล่าวว่า “ท่านซุนกล่าวเกินไปแล้ว แม้สวีฉี่จะมีชื่อเสียงด้านความบริสุทธิ์ ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็ไม่เคยข้องเกี่ยวกับงานปฏิบัติ กรมขุนนางดูแลการเลื่อนขั้นและลดตำแหน่งขุนนางทั่วหล้า มิใช่อาศัยเพียงชื่อเสียงอันดีงามก็จะรับหน้าที่ได้ ปีนี้เสบียงชายแดนขาดแคลน งานคัดเลือกขุนนางจำต้องคำนึงถึงการโยกย้ายขุนนางตามหัวเมืองชายแดนด้วย สวีฉี่ไม่เคยข้องเกี่ยวกับกิจการทหารและเสบียงอาหาร หากให้ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมขุนนางฝ่ายขวา เกรงว่าจะทำให้ราชการบ้านเมืองเสียหาย!”
ถ้อยคำนี้แทงใจดำพอดี เรื่องเสบียงชายแดนเป็นปัญหาที่ราชสำนักปวดเศียรเวียนเกล้าที่สุดในยามนี้จริง ๆ
หัวเมืองชายแดนอย่างเหลียวตง เซวียนฝู่ และต้าถงต่างเร่งรัดเสบียงทุกปี กรมคลังต้องจัดสรรเงินทองอย่างยากลำบาก จนวุ่นวายหัวหมุน
การคัดเลือกขุนนางของกรมขุนนางจำต้องคำนึงถึงการโยกย้ายขุนนางตามหัวเมืองชายแดนด้วย ผู้ใดเหมาะจะรับตำแหน่งในชายแดน ผู้ใดควรย้ายกลับเข้ามาพักฟื้นในแผ่นดินชั้นใน ล้วนต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการทหารและเสบียงอาหารจึงจะชั่งน้ำหนักได้
สวีฉี่อยู่กรมพิธีการมานาน ไม่เคยข้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ นับเป็นจุดอ่อนจริง ๆ
ฟางตุ้นเห็นดังนั้นก็เอ่ยขึ้นบ้าง น้ำเสียงฟังดูอ่อนหวาน ทว่าทุกถ้อยคำกลับแฝงคมกริบ
