เมื่อหนึ่งปีก่อน ในเมืองนี้เคยมีคดีเก่าเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลยึดครองที่นาของชาวบ้าน
ทางเหนือของชนบทจัวโจว มีครอบครัวชาวนาสกุลเจิ้งอยู่ครอบครัวหนึ่ง บรรพบุรุษส่งต่อที่นาดีห้าสิบหมู่ให้แก่พวกเขา ทว่าผู้มีอิทธิพลสกุลโจวจากหมู่บ้านข้างเคียงกลับหมายตาไว้ แต่แรกก็ฝากคนมาเจรจาขอซื้อ เมื่อสกุลเจิ้งไม่ยอมขาย ผู้มีอิทธิพลแซ่โจวจึงสั่งให้คนไปก่อกวนคันนาของบ้านสกุลเจิ้ง ค่อย ๆ รุกล้ำทีละปี ทั้งยังจ้างนักเลงอันธพาลไปข่มขู่บ้านสกุลเจิ้งกลางดึก เฒ่าเจิ้งถูกบีบคั้นจนไร้ทางเลือก จึงเขียนคำร้องไปฟ้องที่ว่าการเมือง
ข้าน้อยรับคำร้องแล้วก็สั่งให้คนไปตรวจสอบ เมื่อสืบความจึงรู้ว่าเบื้องหลังผู้มีอิทธิพลสกุลโจวผู้นั้น มีเว่ยถงจือแห่งแคว้นซุ่นเทียนหนุนหลังอยู่ เว่ยถงจือส่งคนมามอบเทียบเชิญ ถ้อยคำที่กล่าวล้วนสื่อเป็นนัยว่าต้องการให้ข้าน้อยกดคดีนี้ไว้แล้วปล่อยให้เงียบหายไป
ข้าน้อยรับเบี้ยหวัดจากราชสำนัก ย่อมต้องปกป้องราษฎรในเขตจัวโจว ไม่อาจทำเรื่องเห็นแก่พวกพ้องและบิดเบือนกฎหมายได้ จึงฝ่าความกดดันสืบสวนจนถึงที่สุด จนพิสูจน์ได้ว่าผู้มีอิทธิพลสกุลโจวยึดที่นาไปจริง จึงลงโทษโบยตามกฎหมาย เรียกคืนที่ดินแล้วคืนให้เจ้าของเดิม
ทว่าเว่ยถงจือเป็นศิษย์ของใต้เท้าสวี่ เสนาบดีผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนัก เขาสร้างฐานอำนาจในแคว้นซุ่นเทียนมาหลายปี คอยติดสินบนผู้คนตั้งแต่บนจรดล่าง กลับใส่ร้ายข้าน้อยว่าทำคดีอย่างเข้มงวดเกินไป ทั้งยังลอบให้คนรวบรวมความผิดพลาดของข้าน้อย เพื่อยื่นฎีกากล่าวโทษในคราวตรวจราชการ
การตรวจราชการใกล้เข้ามาแล้ว ข้าน้อยรู้ดีว่าพวกนั้นย่อมหาข้ออ้างสักอย่างส่งข้าน้อยไปประจำหัวเมืองชายแดนห่างไกลอย่างอวิ๋นกุ้ยหรือกว่างตงกว่างซี ข้าน้อยเกิดในครอบครัวยากจน ไม่หวั่นเกรงโรคภัยจากไอพิษแห่งชายแดน เพียงแต่... เพียงแต่หัวใจนี้เย็นชาลงเสียแล้ว”
