สามวันต่อมา หนึ่งวันก่อนถึงเหมายัน ฉินฮ่าวหรานอาบน้ำชำระกาย เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย แล้วสวมชุดพิธีที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
เสื้อคลุมแพรเขียว เสื้อชั้นกลางผ้าโปร่งสีขาว เข็มขัดหนัง และรองเท้าบูตสีดำ เขาสวมหมวกเหลียงกวาน บั้นเอวห้อยหยกประดับ
เมื่อยืนอยู่หน้ากระจกทองแดง มองดูคนในกระจก เขาก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาสะอาดตาและเคร่งขรึม
ยามเย็นของวันก่อนเหมายัน ฉินฮ่าวหรานติดตามขุนนางทั้งหลายไปถึงแท่นบูชาวงกลมชานเมืองทิศใต้
ยามนี้สนธยาโรยตัว แท่นบูชาวงกลมใต้ผืนฟ้าสลัวแลดูเคร่งขรึมยิ่งขึ้น แท่นศิลาสามชั้นทอดสูงขึ้นไปจรดฟ้าคราม จำนวนชั้นของแท่น ขั้นบันไดหิน และแผ่นราวล้วนยึดเลขเก้าเป็นหลัก เก้าชั้นฟ้า บันไดเก้าชั้น ทุกรายละเอียดล้วนบอกเล่าถึงความสูงส่งไร้ผู้ใดเสมอของสวรรค์
ฉินฮ่าวหรานเดินตามขุนนางทั้งหลาย เข้าไปยังพระตำหนักถือศีลตามลำดับขั้น
พระตำหนักถือศีลตั้งอยู่ทางตะวันตกของแท่นบูชาวงกลม เป็นสถานที่ที่ฮ่องเต้ประทับถือศีลก่อนประกอบพิธี ส่วนขุนนางทั้งหลายพักถือศีลอยู่ในตำหนักประกอบด้านนอกพระตำหนัก
กิจการใหญ่ของแผ่นดินมีอยู่สองประการ คือการบวงสรวงและการศึก
พิธีบวงสรวงมิใช่เพียงการจุดธูปโขกศีรษะ หากเป็นการประกาศเรื่องหนึ่งแก่ใต้หล้า นั่นคืออำนาจของผู้ปกครองได้รับพระบัญชาจากสวรรค์ การปกครองมีครรลอง และระเบียบแบบแผนมีที่มา
โอรสสวรรค์ประกอบพิธีบวงสรวงฟ้า เพื่อแจ้งต่อสวรรค์ว่าทรงรับพระบัญชาสวรรค์มาปกครองราษฎร
บวงสรวงดินและเทพแห่งแผ่นดิน เพื่อขอให้ลมฟ้าฝนเป็นใจและธัญพืชอุดมสมบูรณ์
บวงสรวงปราชญ์และปรมาจารย์ เพื่อวางหลักคำสอนและขัดเกลาจิตใจผู้คน
บวงสรวงขุนเขา สายน้ำ และแม่น้ำลำคลอง เพื่อปกปักรักษาสรรพชีวิตในแต่ละท้องถิ่น ตลอดจนคุ้มครองเส้นทางน้ำและการขนส่งทางลำน้ำ
ยิ่งในปีเทียนเฟิ่งที่เก้า ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้แยกพิธีบวงสรวงฟ้าและดินออกจากกัน ก็ยิ่งเป็นเช่นนี้
เมื่อพิธีกรรมถูกกำหนด แผ่นดินก็มั่นคง เมื่อการบวงสรวงถูกต้อง การปกครองก็เที่ยงธรรม ราชสำนักให้ความสำคัญกับพิธีบวงสรวง มิใช่เพราะเชื่อเรื่องภูตผี หากเพื่อวางกฎเกณฑ์ กำหนดจิตใจผู้คน และทำให้ใต้หล้าสงบสุข
