ทหารแถวแรกถูกนำมายังลานฝึก
พวกเขาเข้าแถวอย่างกระจัดกระจาย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าเหลืองซีด ร่างกายผ่ายผอม
เมื่อเห็นเงินกับเสบียงกองพะเนินอยู่บนลานฝึก ต่างก็เบิกตาค้าง บ้างอ้าปากกว้าง บ้างขยี้ตาอย่างแรง บ้างกระซิบกระซาบกันเสียงเบา
“จ่ายเบี้ยหวัดจริงหรือ?”
เมื่อเห็นทหารเริ่มแตกตื่น นักศึกษาผู้หนึ่งจึงก้าวออกมาแล้วกล่าวเสียงดังว่า “ทุกท่านโปรดสงบลง! วันนี้จะมีการจ่ายเสบียงและเบี้ยหวัดตามพระบัญชาของฝ่าบาท ทั้งเงินและเสบียงจะจ่ายให้ครบถ้วน พวกเราจะคอยตรวจสอบอยู่ที่นี่ หากมีผู้ใดไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้รายงานได้ทันที!”
สิ้นเสียงนั้น แถวทหารก็พลันอื้ออึงขึ้นมา
ทหารชราใจกล้าก้าวออกมา ค้อมกายถามว่า “ใต้เท้านักศึกษา ข้าน้อยขอถามสักประโยค เงินเบี้ยหวัดนี้...ทุกคนจะได้รับจริงหรือ?”
“ทหารทุกท่านโปรดวางใจ ฝ่าบาทมีพระราชโองการชัดแจ้ง จะทรงปล่อยให้พวกท่านหลั่งเลือดแล้วยังต้องหลั่งน้ำตาได้อย่างไร? พลธงใหญ่ได้รับเงินเดือนละสามเฉียน ข้าวหนึ่งสือห้าตั่ง พลธงเล็กได้เงินสองเฉียนห้าเฟิน ข้าวหนึ่งสือสองตั่ง ส่วนทหารทั่วไปได้เงินสองเฉียน ข้าวหนึ่งสือ จะตรวจสอบรายชื่อทีละคน แล้วขานชื่อจ่ายให้ ผู้ใดกล้าหักเบี้ยหวัดย่อมถือเป็นการขัดพระราชโองการ ทรัพย์สินจะถูกริบ และลงโทษสถานหนัก!”
ทหารหนุ่มอีกคนอดถามไม่ได้เช่นกัน “แล้ว...เสบียงกับเบี้ยหวัดนี้จ่ายเพียงคราวเดียว หรือจะมีให้ทุกเดือน? ครอบครัวข้ายังมีทั้งบิดามารดาและลูกเล็ก หากได้รับข้าวสารทุกเดือน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องทางบ้านอีก ต่อให้ต้องสู้จนตัวตาย ข้าก็จะปกป้องเมืองหลวงไว้!”
“ทุกท่านจงวางใจ การปูนบำเหน็จครั้งนี้เป็นพระกรุณาพิเศษตามพระบัญชาของฝ่าบาท ส่วนเสบียงรายเดือนจะยังจ่ายตามปกติ ไม่ขาดแม้แต่น้อย ยามนี้สถานการณ์ศึกเร่งด่วน กรมของเราจะชดเชยยอดค้างจ่ายทั้งหมดก่อน พร้อมจ่ายเสบียงและเบี้ยหวัดเพิ่มอีกหนึ่งเดือน ตราบใดที่เมืองยังไม่แตก เสบียงและเบี้ยหวัดของพวกท่านย่อมไม่มีวันขาด!”
