เดือนห้า อากาศที่อู่ชางเริ่มร้อนอบอ้าว เสียงจักจั่นเพิ่งดังขึ้น
ภายในสำนักศึกษาฉู่เสียน หลังดอกวิสทีเรียร่วงโรย ใบไม้เขียวชอุ่มก็แผ่ร่มเงาปกคลุมระเบียงทางเดิน บ่ายวันนั้น ฉินฮ่าวหรานกำลังค้นคว้าฎีกาในรัชสมัยก่อน ณ หอเก็บตำรา จู่ ๆ บ่าวรับใช้ของสำนักศึกษาก็เร่งรุดมาหา แจ้งว่าพ่อบ้านของรองผู้ตรวจการหลัวมาขอพบ เชิญจวี่เหรินฉินไปพบโดยเร็ว
ฉินฮ่าวหรานมิกล้าชักช้า รีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วติดตามบ่าวรับใช้ออกไป
เมื่อเห็นฉินฮ่าวหรานมาถึง พ่อบ้านหลัวก็ลุกขึ้นประสานมือกล่าวว่า “ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากใต้เท้ารองผู้ตรวจการหลัวให้มาเชิญจวี่หยวนฉินไปสนทนาที่จวน”
ฉินฮ่าวหรานรีบคำนับตอบ “รบกวนพ่อบ้านหลัวแล้ว ศิษย์จะติดตามท่านไปเดี๋ยวนี้”
ระหว่างทาง พ่อบ้านหลัวมิได้เอ่ยสิ่งใดมากนัก ฉินฮ่าวหรานเองก็ไม่สะดวกจะซักถาม
เมื่อถึงจวนหลัว พ่อบ้านก็พาฉินฮ่าวหรานตรงไปยังโถงข้างที่รองผู้ตรวจการหลัวใช้จัดการงานราชการ
รองผู้ตรวจการหลัวเห็นฉินฮ่าวหรานเข้ามา จึงวางพู่กันลง
ฉินฮ่าวหรานคารวะอย่างนอบน้อม “ศิษย์ฉินฮ่าวหราน คารวะใต้เท้ารองผู้ตรวจการ”
“ไม่ต้องมากพิธี นั่งเถิด”
รองผู้ตรวจการหลัวส่งสัญญาณให้บ่าวยกชา เมื่อฉินฮ่าวหรานนั่งลงแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า “สำนักศึกษาหลวงแห่งหนานจิงเป็นแหล่งรวมวิชาความรู้ของใต้หล้า ทั้งตำรามากมายและอาจารย์ผู้ทรงความรู้ก็มากล้น สำนักศึกษาในหัวเมืองเทียบมิได้
ในสำนักมีทั้งปั๋วซื่อและผู้ช่วยสอนบรรยายแก่สาธารณชนทุกเดือน รวบรวมแก่นความรู้จากทั้งเหนือใต้ ข้าสามารถเขียนจดหมายแนะนำให้เจ้าเข้าไปนั่งฟังในฐานะบัณฑิตเดินทางไปศึกษาหาความรู้ อ่านตำราต่าง ๆ และแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับผู้อื่น ไม่ทราบว่าเจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
