ฉินโส่วเย่ในฐานะประมุขตระกูลคนใหม่ เป็นผู้ประกอบพิธีบวงสรวงเป็นครั้งแรก
เขาล้างมือจนสะอาด จุดธูปเทียน แล้วคุกเข่าคารวะหน้าโต๊ะบูชา ก่อนอ่านคำบวงสรวง
แรกเริ่มน้ำเสียงยังเจือความประหม่าอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็หนักแน่นมั่นคงขึ้น ท่ามกลางควันธูปที่ลอยอ้อยอิ่ง ป้ายวิญญาณบรรพชนเรียงรายตั้งสงบนิ่งอยู่ในศาลบรรพชน ราวกับกำลังเฝ้ามองการส่งต่อครั้งนี้ และเป็นประจักษ์พยานถึงการสืบทอดของตระกูล
หลังเสร็จพิธีเซ่นไหว้บรรพชน ก็ถึงงานเลี้ยงรวมญาติที่ครึกครื้นที่สุด
โต๊ะหลายสิบตัวถูกจัดวางทั้งในและนอกศาลบรรพชน สมาชิกตระกูลประคองผู้เฒ่าจูงเด็กเล็ก เข้านั่งตามสายสกุลและลำดับอาวุโส
อาหารชามใหญ่ถูกยกมาเสิร์ฟไม่ขาดสาย
ฉินฮ่าวหรานนั่งอยู่ที่โต๊ะประธาน คอยปรนนิบัติฉินเต๋อชางและผู้อาวุโสในตระกูลหลายท่าน
คนรุ่นเดียวกับฉินโส่วเย่และฉินอันเหอเดินไปตามโต๊ะต่าง ๆ เพื่อคารวะสุรา รับคำอวยพรและคำกำชับจากคนในตระกูล ใบหน้าเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
งานเลี้ยงส่งท้ายปีของคนทั้งตระกูลมื้อนี้ดำเนินตั้งแต่หลังเที่ยงวันจนฟ้ามืด
กองไฟลุกโชนขึ้นบนลานว่างหน้าศาลบรรพชน ผู้คนรวมตัวกันรอบกองไฟ กล่าวถ้อยคำมงคลต้อนรับปีใหม่ พร้อมเฝ้ารอข้ามปีและวาดหวังถึงปีที่จะมาถึง
เมื่อใกล้ยามจื่อ ไม่รู้ว่าหมู่บ้านใดเป็นแห่งแรกที่จุดประทัด เสียงระเบิดกังวานใสแหวกผ่านท้องฟ้ายามราตรี จากนั้นเสียงประทัดจากทั่วทุกสารทิศก็ดังขึ้นต่อเนื่องไม่ขาดสาย ประกาศการมาถึงของปีใหม่อย่างเป็นทางการ
“ปีใหม่แล้ว!” ไม่รู้ว่าใครเป็นคนตะโกนขึ้นก่อน ฝูงชนหน้าศาลบรรพชนพลันส่งเสียงโห่ร้องกึกก้องยิ่งกว่าเดิม
เด็ก ๆ ถูกปลุกให้ตื่น พวกเขาขยี้ตา ก่อนจะพลอยติดใจบรรยากาศคึกคักนี้ไปด้วย
ฉินฮ่าวหรานพึมพำบทกวีของหวังอันสือ “ท่ามกลางเสียงประทัด ปีเก่าล่วงผ่าน ลมวสันต์พาความอบอุ่นเข้าสู่สุรา”
