ราวกับทะเลดำแผ่คลุมทุ่งกว้าง ทะลักออกมาจากช่องเขาทางตะวันตก
ทหารม้าหลายหมื่นนายเรียงแถวเป็นขบวนยิ่งใหญ่ เกราะสะท้อนแสงตะวัน ดาบทวนชูสลอน ธงนานาสีโบกสะบัดส่งเสียงพรึ่บพรับกลางสายลม
กลางขบวนมีธงผืนใหญ่หลายผืนปักสูง บนธงเขียนว่า “เรียกบรรณาการ” และ “ขอเปิดตลาด” ทั้งอักษรฮั่นและอักษรมองโกลเรียงคู่กัน ทิ่มแทงขึ้นสู่ฟ้าคราม โอหังถึงที่สุด
กองทัพแบ่งออกเป็นสามสาย ตั้งค่ายอย่างมั่นคงนอกประตูอันติ้ง ประตูเต๋อเซิ่ง และประตูซีจื๋อ ค่ายทหารทอดยาวกว่าสิบลี้ กระโจมเรียงรายแน่นขนัดจนสุดสายตา ควันไฟจากเตาลอยขึ้นทั่วทุกแห่ง เสียงม้าร้องและเสียงคนตะโกนดังระงม ปิดล้อมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองปักกิ่งไว้แน่นหนา
บนกำแพงเมือง ทหารกองทัพรักษานครหน้าซีดเผือด หอกยาวในมือสั่นระริก มิใช่เพราะอากาศหนาว หากเป็นเพราะความหวาดกลัว
คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ทั้งชีวิตไม่เคยพบศัตรูที่แท้จริง ยิ่งไม่เคยเห็นขบวนทหารม้าหลายหมื่นนายถาโถมมาราวกับคลื่นทะเล
ทหารหนุ่มคนหนึ่งประคองตัวอยู่กับเชิงเทิน ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากสั่นระริก หอกยาวในมือร่วงลงพื้นเสียงดังเคร้ง ทหารเฒ่าข้างกายก้มลงเก็บ ยัดกลับคืนสู่มือเขาแล้วเอ่ยเสียงต่ำว่า “ถือไว้ อย่ากลัว”
“ข้า... ข้าไม่ได้กลัว” เสียงของทหารหนุ่มสั่นเครือ
ทหารเฒ่ามองเขาแวบหนึ่ง มิได้กล่าวสิ่งใด ใบหน้าของตนเองก็ดูไม่สู้ดีนัก
ฉินฮ่าวหรานยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองค่ายทหารอันไร้ขอบเขตนอกเมือง ในใจพลันเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
เขาอ่านตำราพิชัยสงครามมามากมาย ย่อมรู้ว่า “ทัพประชิดใต้กำแพงเมือง” หมายถึงสิ่งใด
ทว่าเมื่อถ้อยคำทั้งสี่นี้กลายเป็นภาพตรงหน้า เขาจึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่า มันมิใช่เพียงคำคำหนึ่ง หากเป็นแรงกดดันที่ทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก
ไม่นานนัก เปลวไฟก็ลุกโหม
จุดแรกคือบริเวณเขาซีซาน ซีซานตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองหลวง ห่างจากกำแพงเมืองเพียงสิบกว่าลี้ ที่นั่นมีทั้งวัดเก่า คฤหาสน์ สุสานหลวง และหมู่บ้านอีกหลายแห่ง ชาวมองโกลส่งทหารม้าหลายพันนาย แบ่งออกเป็นหลายสิบกลุ่ม กระจายไปทั่วซีซาน พบผู้ใดก็สังหาร พบเรือนใดก็เผา
