ฉินฮ่าวหรานส่ายหน้า “นางกำนัลมีจำนวนจำกัด เมื่อจัดสรรจนหมดก็ไม่มีเหลือ กระหม่อมเห็นว่าควรหาหนทางอื่น”
“ว่ามา”
“กระหม่อมตรวจค้นตำราโบราณในแต่ละยุค พบว่าราชสำนักก่อนหน้าเคยแก้ปัญหาการจับคู่สมรสให้ทหารอยู่หลายวิธีพ่ะย่ะค่ะ”
“วิธีแรก บังคับให้แต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย และลงโทษผู้ที่แต่งงานล่าช้า โกวเจี้ยนแห่งแคว้นเยวี่ยกำหนดว่า หญิงอายุสิบห้ายังไม่แต่งงาน ชายอายุยี่สิบยังไม่แต่งงาน บิดามารดาต้องรับโทษ ครั้นถึงรัชสมัยจักรพรรดิฮั่นฮุ่ย หญิงอายุสามสิบแล้วยังไม่ออกเรือน ต้องเสียภาษีรายหัวเพิ่มเป็นห้าเท่า วิธีนี้บีบบังคับให้ชาวบ้านแต่งงานแต่เนิ่น ๆ และช่วยปลดปล่อยกำลังสตรีออกมา”
“วิธีที่สอง ทางการเป็นผู้จัดการสมรส จัดตั้งแม่สื่อของหลวง จดทะเบียนหญิงม่าย หญิงที่ต้องโทษ และหญิงไร้ที่พึ่ง แล้วจัดสรรให้ทหารอย่างเป็นระบบ”
“วิธีที่สาม มอบเงินช่วยเหลือ ลดภาระในการหาภรรยา ราชวงศ์ซ่งเคยมอบเงินช่วยเหลือการสมรสแก่ราษฎรยากจน และให้เงินห้าตำลึงแก่ทหารเพื่อแต่งภรรยา เบี้ยหวัดทหารมีน้อย หากไม่มีเงินช่วยเหลือ ต่อให้มีภรรยาก็เลี้ยงดูได้ยาก”
“วิธีที่สี่ จัดสรรหญิงที่ต้องโทษให้ทหาร ราชวงศ์ถังและซ่งต่างเคยส่งสตรีในครอบครัวขุนนางที่ต้องโทษ รวมถึงเชลยศึกหญิง ไปประจำเมืองชายแดน แล้วจัดให้เป็นคู่สมรสของทหารที่ยังไม่มีภรรยา”
“วิธีที่ห้า จำกัดการรับอนุภรรยาของผู้มีอำนาจ เพื่อคืนสตรีที่ถูกครอบครองให้แก่ผู้อื่น แต่ละยุคล้วนมีข้อจำกัดจำนวนอนุภรรยาตามลำดับศักดิ์ สมัยราชวงศ์ฮั่น ขุนนางชั้นสูงรับภรรยาเอกหนึ่งคน อนุภรรยาสองคน ส่วนสมัยราชวงศ์ถัง อ๋องมีอนุภรรยาได้สิบสองคน ราษฎรอายุสี่สิบแล้วยังไม่มีบุตรจึงรับอนุภรรยาได้หนึ่งคน ผู้ฝ่าฝืนต้องรับโทษหนัก และการสมรสเป็นโมฆะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งฟังจบแล้วนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน
“วิธีของเจ้านี่ช่างเป็นขั้นเป็นตอนเสียจริง”
ฉินฮ่าวหรานกล่าวว่า “กระหม่อมเพียงอ่านตำรา แล้วคัดความจากบันทึกโบราณมาพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งพยักหน้า มิได้ตรัสสิ่งใดอีก เพียงให้เขาถอยออกไปก่อน และนับแต่นั้นก็ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
