ระหว่างทางกลับบ้าน หิมะที่ทับถมอยู่ใต้ฝ่าเท้าส่งเสียงกรอบแกรบเบา ๆ ฉินเหอวั่งยังคงจมอยู่ในบรรยากาศครึกครื้นยามลูกพี่ลูกน้องกลับมา จึงเริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาอย่างออกรส เสียงของเขาดังก้องเป็นพิเศษท่ามกลางราตรีอันหนาวเย็น
ฉินเหอวั่งเดินไปพลางโบกไม้โบกมือไปพลาง “ฮ่าวหราน ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที! ครึ่งปีมานี้หมู่บ้านเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยเลย!”
“เจ้าดูบ้านท่านปู่เจ็ดทางตะวันออกของหมู่บ้านสิ ปีนี้ถึงกับลงทุนลงแรงปลูกต้นพลับสามต้นกับต้นพุทราอีกสามต้นบนเนินดินแห้งแล้งหลังบ้าน บอกว่ารอให้ติดผล ต่อให้กินไม่หมด ก็ยังหาบไปขายที่ตลาดในเมืองแลกเงินได้สักหลายอีแปะ ช่วยเพิ่มรายรับให้ครอบครัว
ทุกคนต่างหัวเราะเยาะว่าเนินดินผืนนั้นจะปลูกพลับดี ๆ ได้อย่างไร แต่ท่านปู่เจ็ดกลับดื้อดึง ไปดูแลทุกวันราวกับปรนนิบัติบรรพบุรุษ”
“แล้วก็พี่ห้าฉินทางตะวันตก ภรรยาของเขาช่างเอาการเอางาน เดือนก่อนเพิ่งคลอดลูกชายตัวอ้วนจ้ำม่ำให้คนหนึ่ง ตั้งชื่อว่าโส่วจู้ หวังให้เลี้ยงง่าย ตอนเพิ่งคลอดตัวผอมไปหน่อย ราวกับลูกแมวตัวน้อย แต่บัดนี้ดูแข็งแรงขึ้นมากแล้ว เวลาแผดเสียงร้องก็ดังลั่น น่าเอ็นดูไม่น้อย!”
“จริงสิ เจ้ายังจำเสี่ยวชุ่ย ลูกสาวคนรองของท่านสะใภ้สามฉินได้หรือไม่? คนที่ถักเปียยาวดำขลับและทำงานคล่องแคล่วนั่นไง ฤดูใบไม้ร่วงแต่งไปอยู่หมู่บ้านตระกูลหลี่ข้าง ๆ แล้ว!
สินเดิมมีหีบลงรักสีแดงถึงสองใบ! วันแต่งงานมีทั้งเสียงปี่เสียงกลอง ครึกครื้นยิ่งนัก! ข้ามองแล้ว...พอถึงคราวพี่สาวข้าออกเรือน ต้องจัดให้ครึกครื้นกว่านี้แน่ ข้าซ่อนเงินอีแปะไว้ตามรอยแตกของกำแพง รอถึงวันนั้นจะมอบให้พี่สาวเป็นสินเดิม ให้นางมีหลักพึ่งพาในบ้านสามีมากขึ้น!”
