ฉินฮ่าวหรานตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมเป็นจิ้นซื่อในรัชศกเทียนเฟิ่งปีที่ 9 ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้เรียบเรียงแห่งสำนักฮั่นหลิน รับราชการในสำนักฮั่นหลินมาเป็นเวลาสิบเอ็ดปีแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิทอดพระเนตรเขาด้วยแววตาชื่นชม ก่อนตรัสชมว่า “สิบเอ็ดปีที่ตรากตรำอยู่กับงานอักษร ย่อมมีรากฐานมั่นคงลึกซึ้งยิ่ง ยามเจ้าบรรยายคัมภีร์ ความหมายกระจ่างชัด ถ้อยคำจริงใจ ไม่ประดิดประดอย ไม่มุ่งฉาบฉวย ทั้งไร้ท่าทีโอ้อวดหวังเรียกเสียงชื่นชมเช่นบัณฑิตบางคน
วาจาเรียบง่ายแต่เหตุผลหนักแน่น กิริยาสงบสำรวม บ่งบอกถึงจิตใจมั่นคง ความรู้และบารมีเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง องค์ชายมีอาจารย์บรรยายเช่นเจ้าอบรมสั่งสอน เราก็ปลาบปลื้มใจและพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง”
ฉินฮ่าวหรานรีบกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงยกย่องเกินไปแล้ว กระหม่อมมิกล้ารับพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิโบกพระหัตถ์เป็นเชิงให้เขาไม่ต้องถ่อมตน จากนั้นทรงหยิบฎีกาอีกฉบับบนโต๊ะส่งให้ฉินฮ่าวหราน “ลองดูนี่”
ฉินฮ่าวหรานรับมาด้วยสองมือ เปิดอ่านแล้วพบว่าเป็นรายชื่อเสนอเลื่อนตำแหน่งจากกรมขุนนาง ข้อความระบุว่า “ฉินฮ่าวหราน ผู้บรรยายแห่งสำนักฮั่นหลิน มีความประพฤติและความรู้เป็นเลิศ สมควรรับภาระสำคัญ เสนอแต่งตั้งเป็นรองเจ้ากรมจ้านสื่อฝ่ายขวา ขั้นสี่ รอพระบรมราชวินิจฉัย”
รองเจ้ากรมจ้านสื่อฝ่ายขวา
สำนักจ้านสื่อมีหน้าที่อบรมองค์รัชทายาท ประกอบด้วยเจ้ากรมหนึ่งตำแหน่ง ขั้นสาม และรองเจ้ากรมสองตำแหน่ง ขั้นสี่ แม้รองเจ้ากรมฝ่ายขวาจะเป็นตำแหน่งรอง ทว่าก็อยู่ในขั้นสี่ สูงกว่าตำแหน่งผู้บรรยายขั้นห้ารองที่เขาดำรงอยู่ถึงสองขั้นเต็ม
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักจ้านสื่อยังใกล้ชิดกับตำหนักบูรพา เมื่อมีการสถาปนาองค์รัชทายาท ขุนนางในสำนักจ้านสื่อก็จะกลายเป็นขุนนางคนสนิทข้างกายองค์รัชทายาท อนาคตย่อมกว้างไกลไร้ขีดจำกัด
