ในยามนั้นเอง สายลมยามเช้าพัดเอื่อยมาจากทางศาลบรรพชน ผีเสื้อสีขาวบริสุทธิ์ตัวหนึ่งไม่รู้บินมาจากแห่งใด โบยบินร่ายระบำเข้ามา
มันร่อนลงบนเส้นผมของฉินเหวินหยวนอย่างแผ่วเบา แล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ราวกับเสียงเรียกอันอ่อนโยนจากผู้ล่วงลับ ลูบไล้ผ่านคิ้วตาของหลานชาย
ครู่หนึ่งมันก็กระพือปีก ก่อนจะไปเกาะอยู่บนเรือนผมของฉินเหวินเจา พินิจมองอย่างละเอียดอยู่นาน ไม่ยอมจากไป
จากนั้นมันค่อย ๆ บินไปเกาะบนไหล่ฉินหย่วนซาน ราวกับเข้าใจความเหน็ดเหนื่อยจากครึ่งชีวิตที่ผ่านลมฝนและคอยปกป้องเด็กน้อย จึงตั้งใจมาเอ่ยคำว่าลำบากแล้ว
ท้ายที่สุด มันบินวนเวียนอยู่เบื้องหน้าฉินฮ่าวหรานอย่างเชื่องช้า โคจรรอบตัวสองรอบ ปลายปีกสั่นไหวแผ่วเบา ราวกับมีถ้อยคำนับพันซ่อนอยู่ ทั้งยังแฝงความอาลัยอาวรณ์นับหมื่น
หลังหยุดพักชั่วครู่ มันก็หันหน้าเข้าหาสายลมยามเช้า บินจากไปอย่างช้า ๆ ลับหายเข้าไปในหมอกยามเช้าระหว่างพงไพร เหลือไว้เพียงความสงัดทั่วลานเรือน กับความอบอุ่นวาบในหัวใจ
ทุกคนยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีผู้ใดส่งเสียง
ปลายนิ้วของฉินเหวินหยวนสั่นระริก เขามองไปยังทิศที่ผีเสื้อจากไป แววตาค่อย ๆ เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำ ราวกับสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของการพบกันอีกครั้งหลังจากพรากจากเนิ่นนาน
ฉินเหวินเจาหลุบตานิ่ง ลำคอตีบตันเล็กน้อย รู้สึกเพียงว่าตอนผีเสื้อตัวนั้นเกาะอยู่บนเรือนผม มันเบาราวกับเสียงถอนใจ
ฉินหย่วนซานมองหมอกยามเช้าที่ค่อย ๆ จางลง ขอบตาพลันแดงเรื่ออย่างเงียบงัน
ครึ่งชีวิตที่ผ่านลมฝน ความตรากตรำมากมาย ราวกับถูกอ่านเข้าใจและปลอบประโลมอย่างแผ่วเบา ในชั่วขณะที่มันเกาะลงแล้วจากไป
ฉินฮ่าวหรานยกมือค้างไว้อย่างเหม่อลอย ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เอื้อมไปแตะต้อง
