ฉินฮ่าวหรานชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะหมอบลงโขกศีรษะถวายความขอบพระทัยทันที “กระหม่อมได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นพิเศษจากฝ่าบาท ทั้งทรงมอบหมายภารกิจสำคัญให้ไปประกอบพิธีบวงสรวง ณ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งยังทรงเอื้อเฟื้อให้กระหม่อมได้กลับบ้านไปเยี่ยมบิดามารดา ความปรารถนาส่วนตนและหน้าที่ส่วนรวมล้วนสมหวัง พระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท ต่อให้กระหม่อมมีชีวิตหรือตายก็ยากจะตอบแทนได้หมดสิ้น
การเดินทางครั้งนี้ กระหม่อมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเคารพนอบน้อม จัดพิธีบวงสรวง ณ แท่นบูชาเทพอย่างเคร่งครัด เมื่อจัดการทุกเรื่องเสร็จสิ้นจะกลับเมืองหลวงมารับราชการทันที และจะทำสุดกำลังเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ”
จักรพรรดิเทียนเฟิ่งเห็นดังนั้นก็พยักหน้า แล้วมีรับสั่งทันทีว่า “พระราชทานเงิน 100 ตำลึง ผ้าแพรหลากสี 6 พับ และธนบัตรหลวง 500 พวง ระหว่างทางให้สถานีพักม้าจัดเตรียมรถม้า อาหาร และที่พักให้ อนุญาตให้ออกเดินทางในวันที่ 16 เดือนแปด ซึ่งเป็นฤกษ์มงคล”
ฉินฮ่าวหรานคำนับอีกครั้ง ก่อนโขกศีรษะ “กระหม่อมขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท!”
ออกจากตำหนักเฉียนชิง เขาก็เดินไปตามทางเสด็จ
การออกจากเมืองหลวงครานี้ อาศัยนามว่าราชทูตไปประกอบพิธีบวงสรวงภูเขา แต่แท้จริงเพื่อหลีกภัยเอาตัวรอด ทั้งเป็นไปตามธรรมเนียมและรักษาหน้าตา นับว่าอ้างเหตุผลได้ชอบธรรม ทั้งยังสง่างามไร้ผู้เทียบ
วันหนึ่งในเดือนเจ็ด ฉินฮ่าวหรานเพิ่งออกจากตำหนักเหวินหัวหลังถวายการบรรยาย กลับถึงสำนักฮั่นหลิน ก็มีเพื่อนร่วมงานกระซิบว่า “ท่านราชบัณฑิตฉินได้ยินข่าวหรือไม่? ใต้เท้าหยางแห่งกรมม้าหลวงถูกโบยจนตายแล้ว”
หยางจุ้ย มีชื่อรองว่าเตี้ยนจือ เป็นชาวอำเภอเซ่อหง มณฑลเสฉวน
เขารับราชการในท้องถิ่นมาหลายปี ซื่อตรงสุจริตและมีผลงานโดดเด่น ต่อมาถูกโยกย้ายเข้ามาเมืองหลวง ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมม้าหลวง กรมม้าหลวงดูแลกิจการม้า เป็นหน่วยงานที่มีงานไม่มากนัก ทว่าหยางจุ้ยกลับปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง
ฉินฮ่าวหรานเคยพบเขาอยู่สองสามครั้ง ในความทรงจำเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่เคยอ้อมค้อม
