ฉินฮ่าวหรานรินชาให้คนทั้งห้าด้วยตนเอง ก่อนเชื้อเชิญให้นั่งลง
ทว่าทั้งห้าต่างถือถ้วยชาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“พี่น้องทุกท่าน วันนี้ที่เชิญทุกท่านมา อย่างแรกเพื่อรำลึกความหลัง อย่างที่สองเพื่อขอขมา หลังจากฮ่าวหรานสอบติดก็มีธุระรัดตัว มิได้ไปเยี่ยมเยียนทุกท่านให้ทันท่วงที นับว่าเสียมารยาทยิ่ง ชาถ้วยนี้ ขอคารวะทุกท่านก่อน”
เขาดื่มรวดเดียวหมดถ้วย ทั้งห้าจึงค่อยผ่อนคลายลงบ้าง ต่างยกถ้วยขึ้นดื่มตาม
บรรยากาศค่อย ๆ อบอุ่นขึ้น ฉินฮ่าวหรานเอ่ยถามสารทุกข์สุกดิบของแต่ละคน
เหอซีถิงยิ้มขื่น “จะเป็นอย่างไรได้เล่า? อยู่ที่หอพักผู้เข้าสอบ อ่านตำราเขียนบทความทุกวัน รอสอบคราวหน้า”
โจวหย่งยิ่งย่ำแย่กว่า “ทางบ้านฝากคนส่งข่าวมาว่า หากสอบคราวหน้ายังไม่ติด ก็ให้ข้ากลับไปดูแลกิจการของครอบครัว แต่…ข้าไม่ยินยอมจริง ๆ”
หลี่ป๋ออันถอนใจ “การสอบระดับเมืองหลวง…ยากเหลือเกิน ทุกครั้งข้าคิดว่าตนเขียนบทความสุดความสามารถแล้ว แต่พอประกาศผลกลับไม่มีชื่อ ไม่รู้จริง ๆ ว่าขาดตกตรงไหน”
ฉินฮ่าวหรานรับฟังเงียบ ๆ
ตนจะพูดอะไรได้? จะบอกว่า “ขอเพียงมุ่งมั่นก็ย่อมมีชัย” คำพูดนี้เบาเกินไป
จะบอกว่า “บางทีควรหาทางออกอื่น” คำพูดนี้ก็หนักเกินไป
เขาทำได้เพียงรินชาและรับฟัง
สุราและอาหารทยอยขึ้นโต๊ะ สำรับที่ฝูกุ้ยจัดเตรียมไว้หรูหราสมบูรณ์ ยังมีอาหารบ้านเกิดจากหูเป่ยและหูหนานอยู่หลายอย่าง ดวงตาของทั้งห้าพลันสว่างวาบ
“ฮ่าวหรานใส่ใจจริง ๆ” เหอซีถิงคีบสามนึ่งเหมียนหยางเข้าปาก เคี้ยวช้า ๆ
นั่นคือหมูนึ่งแป้งข้าวเจ้า กลิ่นหอมของเนื้อโชยอบอวล รสชาติชวนให้นึกถึงบ้านเกิด เขากินไปกินมา ขอบตาก็แดงขึ้นอีกครั้ง
