ทุกคนขานรับพร้อมกัน ก่อนแยกย้ายไปจัดการงานของตน
ฉินหย่วนซานพาเถี่ยหลี่กับเหอหวาออกจากบ้านแต่เช้ากลับมาค่ำทุกวัน วิ่งวุ่นไปทั่วเมืองหลวง วันนี้ไปซื้อผ้าแพรแดง พรุ่งนี้ไปสั่งเทียนมงคล มะรืนไปเลือกผลไม้แห้ง ทั้งต้องต่อรองราคา ทั้งต้องรับประกันคุณภาพ จะให้ดูสมเกียรติ แต่ก็สิ้นเปลืองเงินทองไม่ได้
ฉินหย่วนซานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก ทว่าบนใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้ม
ฉินเหอวั่งพาซุ่นจื่อกับฝูกุ้ยออกไปส่งเทียบเชิญเช่นกัน
ตั้งแต่สำนักฮั่นหลินไปจนถึงหกกรม ตั้งแต่สำนักศึกษาหลวงไปจนถึงสำนักตรวจการ เทียบเชิญทีละฉบับถูกส่งถึงมือขุนนางทั้งหลาย
ทุกครั้งที่ส่งเทียบเชิญ เขาต้องค้อมกายคำนับและกล่าวถ้อยคำสุภาพอยู่สองสามประโยค
ผ่านไปหลายวัน ขาทั้งสองแทบเรียวลีบ เสียงก็แหบพร่า ทว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มของเหล่าขุนนางยามรับเทียบเชิญ หัวใจก็เต็มไปด้วยความยินดี
ฉินหลิงกูพาจางชุนเถากับโต้วเหนียงไปช่วยกันตัดกระดาษประดับหน้าต่างอยู่ในโถงด้านข้าง
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ฉินฮ่าวหรานเรียกฉินเหอวั่งไปยังห้องหนังสือ
ฉินเหอวั่งนึกว่าอีกฝ่ายจะกำชับเรื่องส่งเทียบเชิญ เมื่อเข้าไปแล้วจึงยืนรอรับคำสั่ง
ฉินฮ่าวหรานกลับเชิญให้เขานั่ง ทั้งยังรินชาให้ด้วยตนเอง
ฉินเหอวั่งตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูก รีบลุกขึ้นยืน “ฮ่าวหราน นี่เจ้าทำอะไร...”
ฉินฮ่าวหรานกดไหล่เขาให้นั่งลง พลางยิ้มกล่าวว่า “พี่เหอวั่ง ยังจำคำมั่นในวัยเด็กได้หรือไม่?”
ฉินเหอวั่งประคองถ้วยชา ขมวดคิ้วแน่น ตอนเด็ก ๆ เคยพูดไว้ตั้งมากมาย เป็นเรื่องใดกันแน่ เขาครุ่นคิดจนใบหน้าเริ่มแดง แต่กลับนึกไม่ออกเสียที
“ปีนั้นบนรถเทียมวัว พี่พูดไว้ว่า จะมาเป็นพ่อบ้านให้ข้า...”
ฉินเหอวั่งเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ไม่คิดว่าน้องชายลูกพี่ลูกน้องยังจดจำได้
“หลายวันมานี้ พี่ต้อนรับแขกและส่งแขก ไม่เคยเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่ครั้งเดียว นับจากนี้ไป พี่จะเป็นพ่อบ้านของจวนฉิน”
