ภาวะหัวใจล้มเหลว แม้ในยุคปัจจุบันก็ยังเป็นโรคร้ายแรงที่ต้องดูแลรักษาอย่างละเอียดและต่อเนื่อง ส่วนในยุคโบราณ การบำรุงพักฟื้นที่กล่าวถึงกัน มักหมายถึงการเฝ้ารอความเสื่อมถอยอย่างจนปัญญา
ฉินฮ่าวหรานเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงขมขื่น “ท่านปู่ทวด...ท่านรู้สภาพของตนเองหรือไม่?”
ฉินโส่วเย่ส่ายหน้า ขอบตาแดงก่ำ “พวกเราจะกล้าบอกท่านโดยละเอียดได้อย่างไร? จึงบอกเพียงว่าท่านอายุมากแล้ว คราวนั้นพลัดตกจนเสียกำลัง ต้องพักฟื้นให้ดี
ท่านพ่อของข้า...เป็นคนหัวแข็งมาตลอดชีวิต แม้ไม่พูดออกมา แต่ก็เอาแต่พร่ำว่าตนแก่ชราไร้ประโยชน์ ขาแข้งไม่คล่องแคล่ว กลายเป็นภาระให้ครอบครัว...ทว่าในใจท่านคงเข้าใจอยู่บ้าง บางครั้งยามเห็นท่านหอบหายใจไม่ออกด้วยความทรมาน แววตานั้น...สีหน้าเช่นนั้น ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกราวกับถูกมีดกรีดหัวใจ”
ภายในห้องโดยสารเงียบงันเนิ่นนาน เหลือเพียงเสียงสายน้ำไหลเชี่ยวไม่ขาดสาย กับความรู้สึกโยกไหวแผ่วเบาของลำเรือ
“พวกเรา...เร่งเดินทางให้เร็วกว่านี้เถิด กลับไปแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาทางอีกครั้ง”
ตลอดการเดินทางช่วงถัดมา ฉินฮ่าวหรานใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องโดยสาร เบื้องหน้ามีม้วนตำรากางอยู่ ทว่าสายตามักเหม่อลอย ความคิดล่องลอยไปไกล ตัวอักษรบนหน้ากระดาษแปรเปลี่ยนเป็นภาพหมู่บ้านหลิวถัง...
ยามบ่ายของวันที่สาม เสียงตะโกนอันกังวานของคนเรือทำลายความเงียบจำเจบนผิวน้ำ “ท่าเรือเมืองเหมี่ยนหยางมาถึงแล้ว! แขกทุกท่านเตรียมลงเรือได้!”
ฉินฮ่าวหรานเก็บม้วนตำรา จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วเดินลงจากสะพานไม้ไปพร้อมฝูงชน
ท่าเรือเมืองเหมี่ยนหยางเล็กกว่าอู่ชาง แต่ก็พลุกพล่านไม่แพ้กัน ทันทีที่เท้าแตะท่าเรือ ก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียก “ศิษย์น้องฉิน! ทางนี้!”
เขาหันไปตามเสียง เห็นคนคุ้นหน้าหลายคนยืนอยู่ริมท่าเรือ
สองคนเป็นศิษย์พี่ที่รู้จักกันตอนศึกษาอยู่สำนักศึกษาเมืองเหมี่ยนหยาง อีกคนเป็นเสมียนวัยกลางคนสวมชุดขุนนางสีเขียว ศิษย์พี่ทั้งสองรีบก้าวเข้ามาหา
