ฉินฮ่าวหรานกำลังคีบเนื้อปลาที่เลาะก้างแล้วใส่ชามของฉินเต๋อชางอย่างระมัดระวัง พลันเหลือบเห็นเงาคนไหววูบอยู่ตรงประตูเรือน คล้ายอยากเข้ามาแต่ก็ไม่กล้า
เพ่งมองให้ดีจึงเห็นว่าเป็นฉินเอ้อร์ซวงจากหมู่บ้าน ขณะนี้กำลังถูมือไปมา พลางชะเง้อมองเข้าไปในห้องโถง
ฉินฮ่าวหรานวางตะเกียบลง ยิ้มขออภัยท่านอาเฒ่ากับท่านหมอไป๋ “ท่านอาเฒ่า ท่านหมอไป๋ เชิญรับประทานต่อ ข้าออกไปดูสักหน่อย”
เขาลุกขึ้นเดินไปถึงประตูเรือนแล้วถามว่า “ท่านอาเอ้อร์ซวง มาหาข้าหรือขอรับ? มีธุระอันใดหรือ?”
พอฉินเอ้อร์ซวงเห็นฉินฮ่าวหรานออกมา ก็ยิ่งประหม่า เขาหันกลับไปมองบ้านดินเตี้ย ๆ ของตน ก่อนหันกลับมาอีกครั้งแล้วลดเสียงลง
“ฮ่าวหราน... เอ่อ ได้ยินพี่หย่วนซานบอกว่าเจ้าเชิญหมอเทวดาผู้เก่งกาจจากเมืองประจำแคว้นมา ให้ตรวจอาการหัวหน้าหมู่บ้านหรือ?
“แม่ของเถี่ยตั้น ลูกชายข้า ไอมาตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ร่วง เป็น ๆ หาย ๆ มาสองเดือนแล้ว กินยาตำรับพื้นบ้านไปบ้างก็ยังไม่หาย ยามค่ำคืนไอหนักเสียจนซูบผอมลงไปมาก... เจ้าช่วยเรียนถามท่านหมอผู้เฒ่าให้ตรวจดูให้สักหน่อยได้หรือไม่?
“แค่ตรวจดูสักครั้ง จับชีพจรแล้วสั่งยาให้ก็พอ! ค่าตรวจข้าจะหาทางรวบรวมเอง!”
ฉินฮ่าวหรานรู้ดีว่าครอบครัวฉินเอ้อร์ซวงมีชีวิตความเป็นอยู่ฝืดเคือง เมื่อแม่ของเถี่ยตั้นล้มป่วย ชีวิตคงยิ่งลำบากขึ้นไปอีก
ชาวบ้านทั่วไปเมื่อปวดหัวตัวร้อนก็มักฝืนทนเอา หากป่วยหนักขึ้นมาหน่อยก็ไม่ไปหาหมอฝีมือครึ่ง ๆ กลาง ๆ ในอำเภอ ก็ได้แต่กราบไหว้เทพเจ้าแล้วปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิต
ฉินฮ่าวหรานก้าวเข้าไปปลอบว่า “ท่านอาเอ้อร์ซวงอย่าเพิ่งร้อนใจ สุขภาพของแม่เถี่ยตั้นสำคัญยิ่ง ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปถามท่านหมอไป๋”
