บนหอเรือนสองข้างถนน หน้าต่างล้วนเปิดอ้าตั้งแต่เนิ่น ๆ ห้องรับรองที่หันสู่ถนนเหล่านั้น บรรดาคุณหนูจากตระกูลต่าง ๆ ในเมืองหลวงต่างทุ่มเงินจองไว้ตั้งแต่หลายวันก่อน
ยามนี้ หลังม่านโปร่งเห็นเงาร่างอรชรของเหล่าเด็กสาวเลือนราง บ้างคลุมใบหน้าด้วยผ้าบาง บ้างถือพัดกลมบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง ทว่าสายตากลับจับจ้องติดตามเด็กหนุ่มชุดเขียวบนหลังม้าขาวเบื้องล่างไม่วางตา แววตาซ่อนความเขินอายและความร้อนแรง
ทุกแห่งที่ขบวนเคลื่อนผ่าน เสียงโห่ร้องพลันดังกระหึ่มดุจกระแสน้ำ ซาลงแล้วกลับดังขึ้นอีกครั้ง ทหารองครักษ์ตามรายทางกวาดผู้คนให้พ้นถนน ชาวบ้านรวมตัวใต้ระเบียงและตรงปากตรอก ต่างเขย่งปลายเท้าชะเง้อมอง สายตาทุกคู่ล้วนติดตามเงาร่างชุดเขียวบนหลังม้าขาว
“ท่านจอหงวน! มองทางนี้!”
เสียงหญิงสาวใสกังวานดังมาจากชั้นสองของโรงน้ำชา ทำลายความเป็นระเบียบลงเล็กน้อย ทว่ากลับเพิ่มชีวิตชีวาขึ้นหลายส่วน
ฉินฮ่าวหรานได้ยินเสียงจึงเงยหน้าขึ้น เห็นหญิงสาวผู้หนึ่งคลุมผ้าปิดหน้าสีเขียวอ่อนอยู่หลังหน้าต่างไม้แกะสลัก นางกำลังโบกมือให้เขาเบา ๆ
คงเพราะเห็นจอหงวนหนุ่มมองมา หญิงสาวจึงเขินอายขึ้นมาทันที ด้วยความลนลาน นางโยนกิ่งดอกท้อที่กำลังบานสะพรั่งในมือออกจากหน้าต่าง
กิ่งดอกท้อพราวหยาดน้ำค้างยามเช้า ลอยวาดเป็นเส้นโค้งสีชมพูอ่อนโยนกลางอากาศ ก่อนจะตกลงในอ้อมอกฉินฮ่าวหรานอย่างพอดิบพอดี
ฉินฮ่าวหรานยกมือรับไว้โดยไม่รู้ตัว หยาดน้ำค้างที่ยังไม่แห้งบนกิ่งดอกไม้เปียกปลายนิ้ว กลีบดอกอ่อนนุ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมจาง ๆ ลอยแตะปลายจมูก
เสียงหัวเราะอย่างเป็นมิตรดังขึ้นจากชั้นสองทันที ปะปนกับเสียงอุทานแผ่วเบาและเสียงกระซิบกระซาบของเหล่าเด็กสาว หญิงสาวผู้โยนดอกไม้หลบเข้าไปหลังม่านโปร่งแล้ว เหลือเพียงปลายแขนเสื้อสีเขียวอ่อนแกว่งไกวอยู่ข้างหน้าต่าง เผยความเขินอายเต็มหัวใจที่ซ่อนไว้ไม่มิด
