หวังซื่อเจินถอนหายใจ เอ่ยว่า “กล่าวกันว่า... ‘ลอบเปลี่ยนระเบียบการโยกย้ายและแต่งตั้งขุนนางทหารประจำหัวเมืองชายแดน ทำให้การคัดเลือกขุนนางระส่ำระสาย การป้องกันชายแดนหย่อนยาน จนเกือบทำให้กิจการทหารเสียหาย’ เรื่องราวเป็นเช่นไรโดยละเอียด ข้าก็ไม่ทราบ ได้ยินเพียงว่าเมื่อคืนหน่วยองครักษ์ลับไปที่จวนสกุลหลี่ เช้าวันนี้ก็ส่งตัวเข้าเรือนบัญชาการเป่ยเจิ้นฝู่ซือแล้ว จิ่งสิง เจ้ารู้แก่ใจก็พอ”
ฉินฮ่าวหรานพยักหน้า ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
หลายวันต่อมา ทั้งราชสำนักและราษฎรต่างสั่นสะเทือน คดีของหลี่โม่ถูกพิจารณาร่วมกันโดยสามหน่วยงาน ได้แก่ กรมอาญา สำนักตรวจการ และศาลต้าหลี่
ผู้เป็นประธานการไต่สวนคือเหอเอ๋า เสนาบดีกรมอาญา ผู้เชี่ยวชาญในการประเมินสถานการณ์
หลังไต่สวนอยู่ครึ่งเดือน คดีก็ค่อย ๆ กระจ่างขึ้น
เรื่องที่หลี่โม่ลอบเปลี่ยนระเบียบการโยกย้ายและแต่งตั้งขุนนางทหารประจำหัวเมืองชายแดนนั้น เป็นความจริง
แต่คำกล่าวหาว่า “ทำให้การคัดเลือกขุนนางระส่ำระสาย” และ “เกือบทำให้กิจการทหารเสียหาย” กลับเป็นการกล่าวเกินจริง
นั่นเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนบุคลากรตามปกติครั้งหนึ่ง หลี่โม่ลงนามแล้ว กรมกลาโหมก็เห็นชอบ หัวเมืองชายแดนเองก็ไม่ได้เกิดเหตุอันใด
ตามธรรมเนียมแล้ว อย่างมากก็เพียงลดขั้นแล้วโยกย้าย หรือสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ไม่มีทางถึงขั้นโทษประหาร
ทว่าคำพิพากษาของเหอเอ๋าแห่งกรมอาญากลับเป็นประหารชีวิตทันที
เมื่อข่าวแพร่ออกไป ขุนนางทั่วราชสำนักต่างแตกตื่น
มีขุนนางตรวจการยื่นฎีกาโต้แย้งว่าโทษของหลี่โม่ยังไม่ถึงตาย มีขุนนางผู้ถวายฎีกากล่าวหาเหอเอ๋าว่าประจบสอพลอขุนนางผู้ทรงอำนาจ ใช้โทษทัณฑ์โหดเหี้ยมเอาใจเบื้องบน
แต่ฎีกาเหล่านั้นถูกพักไว้โดยไม่มีพระบัญชา ขุนนางตรวจการที่ยื่นฎีกากลับถูกส่งไปประจำชายแดน
ช่วงหลายวันนั้น ฉินฮ่าวหรานไปจวนพ่อตา เห็นสวีฉี่มีสีหน้าปกติ ยังคงตรวจเอกสารอยู่ในห้องหนังสือ ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
