ภัยตั๊กแตนในเมืองเหมียนหยางถูกควบคุมไว้ได้อย่างยากลำบาก ในฐานะหนึ่งในพื้นที่ที่รับมือและป้องกันได้ผลดีที่สุด แม้ความเสียหายจะหนักหนาสาหัส แต่เมื่อเทียบกับเมืองและอำเภอใกล้เคียงบางแห่งที่แทบไม่ได้ผลผลิตเลย ก็ยังรักษาผลเก็บเกี่ยวขั้นพื้นฐานของบางพื้นที่ไว้ได้ โดยเฉพาะเขตนาข้าวที่มีระบบชลประทานดีกว่าแห่งอื่นเล็กน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายรับซื้อและการบรรเทาทุกข์ด้วยการจ้างงานยังพอประคับประคองปากท้องของชาวบ้านยากจนจำนวนมากไว้ได้ จึงไม่เกิดคลื่นผู้อพยพครั้งใหญ่
ผลงานทางการปกครองครั้งนี้ ย่อมเป็นหลักฐานที่เป็นคุณอย่างยิ่งในการประเมินของที่ว่าการผู้ตรวจการมณฑล
การปราบตั๊กแตนได้ มิได้หมายความว่าภัยพิบัติสิ้นสุดลง
ภัยแล้งยังคงปกคลุมผืนดินแห่งนี้อย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่เดือนสี่จนถึงเดือนเก้า มีเพียงฝนปรอยตกลงมาไม่กี่ครั้ง
ข้าวนาปีไม่อาจหว่านเพาะได้เลย พืชไร่ที่รอดพ้นจากภัยแล้งก็เหี่ยวเฉาไปเสียเป็นส่วนใหญ่ ท้องทุ่งเหลืองกรอบ ฝุ่นดินคลุ้งตลบ
เงามืดของความอดอยากมิได้เลือนหายไปพร้อมกับการล่าถอยของฝูงตั๊กแตน กลับยิ่งทวีความหนักหน่วงขึ้นเพราะภัยแล้งที่ยืดเยื้อและข้าวนาปีที่เสียหายหมดสิ้น
“เดือนหกตั๊กแตนมา ฤดูสารทมีตั๊กแตนเกิด เดือนสิบฝนตก ตั๊กแตนจึงเริ่มสูญสิ้น ภัยแล้งคลี่คลาย” สุภาษิตประโยคนี้ไม่รู้แพร่จากปากชาวนาเฒ่าคนใด ค่อย ๆ เล่าลือกันในหมู่ชาวบ้าน แฝงด้วยความขมขื่นและความหวังอันริบหรี่
ผู้คนต่างเฝ้ารอให้สวรรค์เมตตาจนแทบขาดใจ
เสบียงในคลังของที่ว่าการเมืองร่อยหรอลงอย่างต่อเนื่อง ธัญญาหารที่ลำเลียงมาจากเมืองหลวงประจำมณฑลและมณฑลใกล้เคียงเดินทางมาถึงอย่างยากลำบาก ทว่าก็เป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร
ท่านผู้ว่าการหลัวทุ่มเทกำลังไปกับการบรรเทาทุกข์ ปลอบประโลมราษฎร และป้องกันเหตุวุ่นวายมากยิ่งขึ้น
