วันที่ 13 เดือนสาม ยามบ่าย แสงอาทิตย์ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่นสาดคลุมทั่วลานเรือน
ฉินฮ่าวหรานกำลังคัดลอกอักษรอยู่ในห้องหนังสือ
เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตูเรือน ปลายพู่กันของฉินฮ่าวหรานยังคงเคลื่อนไหว กระทั่งเสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าห้องหนังสือ เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งจึงดังขึ้นว่า “ฮ่าวหราน”
ฉินฮ่าวหรานรีบวางพู่กัน ลุกขึ้นหมุนกายคำนับ “อาจารย์ผู้คุมสอบ”
วันนี้สวีฉี่มิได้สวมชุดขุนนาง หากสวมเสื้อคลุมยาวสีเขียวเข้มเรียบง่าย เขาโบกมือเป็นเชิงให้อีกฝ่ายมิต้องมากพิธี ก่อนก้าวช้า ๆ ไปใต้ต้นไห่ถังในลานเรือน แล้วนั่งลงบนม้านั่งหิน สายตาพินิจฉินฮ่าวหรานครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “สีหน้าดูไม่เลว”
“รบกวนอาจารย์ผู้คุมสอบเป็นห่วงแล้ว” ฉินฮ่าวหรานยืนอย่างนอบน้อมอยู่ด้านข้าง
ปกติสวีฉี่แทบไม่เคยมายังเรือนปีกตะวันตก วันนี้มาเยือนด้วยตนเอง ย่อมต้องมีธุระสำคัญ
“นั่งเถิด” สวีฉี่ชี้ไปยังม้านั่งหินฝั่งตรงข้าม
ฉินฮ่าวหรานนั่งลงตามคำ สันหลังเหยียดตรง นั่งเพียงครึ่งเดียวของม้านั่ง
สวีฉี่ลูบเครายาว สายตามองไปยังที่ไกลโพ้น “หลายวันนี้ ข้างนอกคงครึกครื้นไม่น้อยกระมัง?”
ฉินฮ่าวหรานพยักหน้า “ขอรับ บรรดาผู้เข้าสอบต่างรอประกาศรายชื่อ ย่อมกระวนกระวายใจเป็นธรรมดา ทั้งโรงเตี๊ยมที่พักและร้านน้ำชาล้วนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คาดเดากันทุกแห่ง”
สวีฉี่ละสายตากลับมามองใบหน้าฉินฮ่าวหราน “อืม ทางกรมพิธีการตรวจสอบรายชื่อผู้สอบผ่านเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ เหล่าราชเลขาธิการในสำนักราชเลขาธิการลงความเห็นผ่านแล้ว วันนี้ฝ่าบาทจะทรงมีพระราชวินิจฉัย หากไร้เหตุไม่คาดฝัน วันมะรืน วันที่ 15 เดือนสาม ก็จะประกาศรายชื่อ”
“ศิษย์เข้าใจแล้ว”
สวีฉี่มองฮ่าวหราน แววตาเปี่ยมด้วยความชื่นชม
