ฉินฮ่าวหรานสวมเสื้อคลุมยาวสีเรียบ นั่งสงบอยู่ในโถงใหญ่ต้อนรับแขก ก่อนสั่งให้ซุ่นจื่อนำชาชั้นดีและขนมประณีตมารับรอง จากนั้นจึงสนทนากับทุกคนเรื่องหลักคัมภีร์อย่างออกรส
บัณฑิตฝึกหัดหนุ่มคนหนึ่งลุกขึ้นประสานมือ คำนับอย่างนอบน้อมยิ่ง “ข้าน้อยศึกษาอยู่ในสำนักศึกษาหลวงมาสามปี เลื่อมใสท่านราชบัณฑิตฉินที่สุด ยามได้ฟังท่านบรรยายหลักคัมภีร์ ก็เห็นว่าหลักเหตุผลลึกซึ้ง กระจ่างชัด เข้าใจง่าย ทำให้พวกข้าน้อยคลายความสงสัยได้อย่างถ่องแท้”
“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว การอ่านตำราก็เพื่อขัดเกลาตนและหยั่งรู้วิถี แต่ละคนมีพื้นฐานและความเข้าใจต่างกัน สิ่งที่ข้ากล่าวเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่แน่ว่าจะถูกต้องทั้งหมด พวกท่านศึกษาหาความรู้ ควรมีใจคิดพิจารณาด้วยตนเอง อย่าเชื่อถือตามถ้อยคำของผู้ใดผู้หนึ่งโดยไม่ไตร่ตรอง”
บัณฑิตฝึกหัดอีกคนลุกขึ้นตามมา ค้อมกายคำนับ “ข้าน้อยได้อ่านตำรารวบรวมเกษตรเพื่อประโยชน์ของราษฎรที่ท่านราชบัณฑิตฉินเขียนอย่างละเอียดแล้ว หนังสือเล่มนี้ไม่กล่าวเพ้อเจ้อ ทุกประโยคล้วนเป็นประโยชน์ แม้พวกข้าน้อยไม่เคยทำนา แต่เมื่ออ่านจบก็เข้าใจถึงความยากลำบากของการเพาะปลูกและความทุกข์ยากของราษฎร”
“หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นเพื่อส่งเสริมการเกษตรและเห็นอกเห็นใจราษฎร พวกท่านล้วนเป็นคนรุ่นเยาว์ผู้ปราดเปรื่องแห่งสำนักศึกษาหลวง วันหน้าหากได้เข้ารับราชการ หากมีเมตตาและเข้าใจความเป็นอยู่ของราษฎร ไม่ทำให้สิ่งที่ร่ำเรียนมาสูญเปล่า นั่นก็นับเป็นประโยชน์สูงสุดของหนังสือเล่มนี้แล้ว”
ทุกคนได้ฟังดังนั้นก็ประสานมือคำนับอย่างเคร่งขรึม พร้อมกล่าวเห็นด้วย
เมื่อเห็นว่าเริ่มค่ำแล้ว ฉินฮ่าวหรานยกมือเคาะขอบโต๊ะเบา ๆ บ่าวรับใช้เข้าใจความหมาย จึงเข้ามาเก็บชาที่เย็นชืดตรงหน้าทุกคน แล้วรินชาอุ่นให้เพียงครึ่งถ้วย
