ยามสนธยาค่อย ๆ โรยตัว เสียงขลุ่ยดินเผาริมฝั่งแม่น้ำก็แผ่วจางลงในที่สุด
อาจารย์หลิวเก็บขลุ่ยดินเผา พลางทอดสายตามองแสงอาทิตย์อัสดงริบหรี่ตรงขอบฟ้า ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน “จิ่งสิง ทิวทัศน์ที่เจ้าเห็นในยามนี้ แตกต่างจากที่อาจารย์เห็นแล้ว
อาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาประจำเมืองเหมียนหยางมานานกว่าสามสิบปี มีศิษย์มากมายนับไม่ถ้วน ทว่าผู้ที่ได้เป็นขุนนางสูงศักดิ์ สร้างเกียรติยศให้วงศ์ตระกูล มีเพียงเจ้าเท่านั้น
บัดนี้เจ้าได้พบเห็นโลกกว้าง ความรู้ก็ลึกซึ้งขึ้นทุกวัน สหายที่คบหาล้วนเป็นยอดคนแห่งยุค วิสัยทัศน์และจิตใจของเจ้านั้น อาจารย์มิอาจเทียบได้อีกแล้ว
ด้านวิชาความรู้ อาจารย์สอนเจ้าไม่ได้อีกต่อไป ส่วนในวงขุนนาง อาจารย์ยิ่งช่วยอะไรเจ้าไม่ได้ มีเพียงขลุ่ยดินเผานี้... หากเจ้าชอบ ก็หมั่นฝึกเป่าอยู่เนือง ๆ
ยามกลัดกลุ้มก็เป่าสักเพลง ยามจิตใจว้าวุ่นก็เป่าสักเพลง คิดถึงบ้านก็เป่าสักเพลง เสียงขลุ่ยดินเผานั้นเรียบง่ายเก่าแก่ ไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนทั่วไป ทว่ากลับเข้าถึงใจผู้คนได้ มันช่วยคลายความทุกข์ในใจเจ้า และอยู่เป็นเพื่อนเจ้าในค่ำคืนอันยาวนานที่ไม่มีใครให้ระบายความในใจ”
ฉินฮ่าวหรานหันไปหาอาจารย์หลิว ก่อนกล่าวอย่างจริงจังว่า “ศิษย์จะจดจำคำสั่งสอนของอาจารย์ไว้ ขลุ่ยดินเผานี้ ศิษย์จะพกติดตัวและฝึกเป่าต่อไปเรื่อย ๆ”
อาจารย์หลิวพยักหน้า ยื่นมือประคองเขาขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนตบไหล่เขาเบา ๆ พลางยิ้มกล่าวว่า “เอาละ ฟ้ามืดแล้ว พรุ่งนี้เจ้ายังต้องเดินทาง กลับไปพักผ่อนแต่เนิ่น ๆ เถิด กระดูกแก่ ๆ ของข้าเองก็ถึงเวลาต้องกลับสำนักศึกษาแล้ว”
ฉินฮ่าวหรานรีบกล่าวว่า “อาจารย์ ให้ศิษย์ไปส่งท่าน...”
“ไม่ต้อง” อาจารย์หลิวเอ่ยขัด เขาไพล่มือไว้ด้านหลังแล้วหันกายเดินไปตามริมแม่น้ำอย่างเชื่องช้า เสียงลอยมาตามสายลม
“ส่งเจ้าพันลี้ สุดท้ายย่อมต้องจากกัน ศิษย์อาจารย์อย่างเราหากมีวาสนา ย่อมได้พบกันอีก”
