องค์ชายใหญ่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษแผ่นนั้นอย่างระมัดระวังแล้วเก็บใส่แขนเสื้อ
องค์ชายรองรับกระดาษแผ่นนั้นไปดูบ้าง อ่านจบแล้วกะพริบตาถามว่า “อาจารย์ ท่านคิดจะเติมคำว่าอะไรหรือ?”
ฉินฮ่าวหรานยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบ
เขาเพียงประสานมือคารวะ “องค์ชายทั้งสอง กระหม่อมขออวยพรปีใหม่ล่วงหน้า พอถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้า กระหม่อมจะมาถวายความรู้อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายทั้งสองลุกขึ้นคารวะตอบ
ฉินฮ่าวหรานหันหลังจากไป ย่ำผ่านหิมะที่ทับถมจนออกจากตำหนักเหวินหัว
เบื้องหลัง องค์ชายรองพึมพำเสียงเบา “อาจารย์คิดจะเติมคำว่าอะไรกันแน่...”
องค์ชายใหญ่ไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงทอดสายตามองแผ่นหลังของฉินฮ่าวหราน แววตาลุ่มลึก
ออกจากตำหนักเหวินหัวแล้ว ฉินฮ่าวหรานไม่ได้กลับจวน หากมุ่งหน้าไปยังจวนสวีโดยตรง
รถม้าบดทับหิมะ ฉินฮ่าวหรานพิงผนังรถ หลับตาพักผ่อน ทว่าในใจกลับครุ่นคิดถึงศึกแย่งชิงอำนาจที่กำลังจะมาถึง
องค์ชายสองพระองค์ ขั้วอำนาจสองฝ่าย
พระสนมเอกเหยียนและพระสนมเอกหวัง ต่างมีแผนการและที่พึ่งของตนอยู่เบื้องหลัง
เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างก็จับตาดูสถานการณ์และวางเดิมพันกันอย่างลับ ๆ
ผู้ใดเลือกข้างถูก ย่อมกลายเป็นขุนนางผู้สร้างคุณูปการแก่ราชวงศ์ใหม่ ส่วนผู้ใดเลือกข้างผิด ก็ไม่ต่างจากไข่ที่อยู่ใต้รังซึ่งพังทลาย
เส้นทางราชการของพ่อตาในหลายปีมานี้ ตั้งแต่เป็นอาจารย์บรรยายแห่งสำนักฮั่นหลิน จนถึงตำแหน่งมหาบัณฑิตคณะเสนาบดีและผู้กำกับการบรรยายพระคัมภีร์ประจำราชสำนักในยามนี้ ทุกย่างก้าวล้วนมั่นคง และเหยียบย่างได้ถูกจังหวะ
แต่ย่างก้าวสุดท้ายนี้ พ่อตาจะเลือกเหยียบไปทางใด?
ฉินฮ่าวหรานลงจากรถม้า แล้วรอให้คนเข้าไปรายงาน
ไม่นานนัก พ่อบ้านสวีก็มาต้อนรับด้วยตนเอง “คุณชายเขย นายท่านให้ท่านไปที่ห้องหนังสือได้เลย...”
