หลี่ซูเหิงลูบหนวด ดวงตาเปี่ยมด้วยความชื่นชม “ยกคัมภีร์มาอ้างอิง ทั้งยังขยายความให้เกิดแง่คิดใหม่ ตรงประเด็นปัญหาในปัจจุบัน ตอบโต้ได้อย่างแยบยล ดี ตอบได้ดี”
สีหน้าของอวิ๋นเหยียนเจาซีดขาวราวกระดาษ เขารู้ดีว่าตนพ่ายแพ้อย่างหมดรูปแล้ว
ทว่าฉินฮ่าวหรานยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น
เขาหันไปทางเฉินถิงจิ้ง ประสานมือคารวะ ท่าทางยังคงนอบน้อม “พี่เฉินตั้งคำถามแล้ว ข้าก็มีเรื่องหนึ่งอยากขอคำชี้แนะ”
เฉินถิงจิ้งฝืนสงบใจ “เชิญกล่าว”
“คัมภีร์จงยงกล่าวไว้ว่า ‘เมื่ออยู่ในฐานะมั่งคั่งสูงศักดิ์ ก็ประพฤติตนให้เหมาะกับฐานะมั่งคั่งสูงศักดิ์ เมื่ออยู่ในฐานะยากจนต่ำต้อย ก็ประพฤติตนให้เหมาะกับฐานะยากจนต่ำต้อย’ ขอถามพี่เฉินว่า บทนี้มีความหมายเช่นไร? หากยึดตาม ‘ทฤษฎีที่ว่าชาติกำเนิดเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง’ ของท่าน หมายความว่าผู้มั่งคั่งสูงศักดิ์เกิดมาก็สมควรมั่งคั่งสูงศักดิ์ ส่วนผู้ยากจนต่ำต้อยก็สมควรยากจนต่ำต้อยไปชั่วชีวิตหรือ?
เช่นนั้นคำสอนของขงจื๊อที่ว่า ‘การศึกษาย่อมไม่แบ่งชนชั้น’ และถ้อยคำของคัมภีร์เมิ่งจื่อที่ว่า ‘ทุกคนล้วนเป็นเหยาและซุ่นได้’ ควรอธิบายเช่นไร?”
ยังไม่ทันที่เฉินถิงจิ้งจะตอบ อวิ๋นเหยียนเจาก็อดไม่ได้ที่จะตบโต๊ะลุกพรวดขึ้น “นี่...นี่มันบิดเบือนเหตุผลชัด ๆ! เล่นคำเปลี่ยนความหมาย!”
“ปัง!”
หลี่ซูเหิงตบไม้ตัดสินคดี เสียงมิได้ดังนัก ทว่าทรงอำนาจดุจขุนเขา “สงบปากสงบคำ! ในสนามโต้คารมนี้ วัดกันด้วยความรู้เท่านั้น ห้ามส่งเสียงเอะอะ ผู้ใดก่อเรื่องอีก จะถูกขับออกจากสนาม”
อวิ๋นเหยียนเจานั่งลงอย่างไม่เต็มใจ ใบหน้าแดงก่ำ
เฉินถิงจิ้งพยายามรักษาท่าที “ความหมายของบทนี้คือสอนให้ผู้คนพอใจในหน้าที่ของตน ต่างรักษาตำแหน่งของตน ผู้มั่งคั่งสูงศักดิ์ย่อมกระทำสิ่งที่เหมาะแก่ฐานะ ส่วนผู้ยากจนต่ำต้อยก็พึงรักษาหน้าที่ของตนไว้ สังคมจึงจะสงบสุข...”
เมื่อเขากล่าวจบ ฉินฮ่าวหรานจึงเอ่ยโต้แย้ง
