“ท่านลุงจาง เชิญนั่งในเรือน...” กล่าวจบ เขาก็ก้มหน้าลงอย่างเขินอายก่อน มุมหางตากลับอดเหลือบมองเงาร่างในชุดลายดอกอีกครั้งไม่ได้
นางสวมเสื้อสั้นผ้าป่านสีเขียวอมฟ้า คอเสื้อไขว้ทบกัน แขนเสื้อแคบพับขึ้นถึงท่อนแขน เผยให้เห็นข้อมือเรียวบาง ขอบคอเสื้อเย็บด้วยผ้าสีเขียวอ่อนเส้นเล็ก ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงหม่าหน้าสีน้ำเงินเข้ม
ผมเกล้าเป็นมวยคู่ฟูฟ่อง มีเชือกแดงพันไว้สองรอบ เส้นผมที่ห้อยข้างใบหูแกว่งไหวเบา ๆ
ผิวพรรณมิได้ขาวผ่อง หากเป็นสีผิวสุขภาพดีอย่างที่พบเห็นทั่วไปในบุตรสาวชาวนา รูปร่างดูแข็งแรง มิใช่คนบอบบางอ่อนแอ
บุคลิกก็มิได้โดดเด่นอะไร มีความขวยเขินและประหม่าอย่างหญิงสาวชนบท
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ฉินเหอวั่งจึงคล้ายถูกวิชาตรึงร่าง ยืนนิ่งงันตาค้างอยู่เช่นนั้น ฉินหย่วนซานแอบกระตุกแขนเสื้อเขาสองครั้งก็ยังไม่รู้สึกตัว
ฉินฮ่าวหรานลอบขบขัน นี่คงเป็นอาการถูกตาต้องใจ ความหวั่นไหวของหนุ่มน้อยนั้นไร้เหตุผลให้กล่าวถึงอยู่แล้ว
ภายใต้สายตาของฉินฮ่าวหราน ญาติฝ่ายหญิงผู้นี้ก็ยิ่งดูไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่กล้าสบตาฉินฮ่าวหราน
นี่คือความยำเกรงที่ฝังรากลึกของชาวบ้านสามัญ เมื่อเผชิญหน้ากับบัณฑิตผู้มีบรรดาศักดิ์จากการสอบติดตัว
แม้ฉินฮ่าวหรานจะมีท่าทีอ่อนโยน แต่สถานะจวี่เหรินของเขาก็เป็นดั่งกำแพงที่มองไม่เห็น
ฉินฮ่าวหรานพลันเข้าใจต้นเหตุ เพียงมีตนอยู่ตรงนี้ เกรงว่าจางโหย่วฝูคงพูดไม่ออกสักคำ แล้วการดูตัวจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
เขาจึงยิ้มบาง ๆ ประสานมือคำนับจางโหย่วฝู “ท่านลุงจาง เชิญท่านพูดคุยกับเหอวั่งและท่านลุงใหญ่ก่อน ข้าจากหมู่บ้านไปหลายวัน ต้องไปคารวะท่านปู่และรายงานเรื่องในอำเภอ ขอเสียมารยาทชั่วครู่ เหอวั่ง ดูแลท่านลุงจางให้ดี”
กล่าวจบก็ไม่รั้งอยู่ต่อ ก้าวเดินอย่างสงบไปยังบ้านท่านปู่ เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยกันตามลำพัง
