ฉินฮ่าวหรานยกกาน้ำชาขึ้น รินชาให้หลัวเยี่ยนเฉินจนเต็มถ้วย แล้วเติมให้ตนเองอีกถ้วย ก่อนยกขึ้นจิบช้า ๆ
คราวนี้ที่รอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ฉินฮ่าวหรานตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะคืนเรื่องการพัฒนาเมืองเหนือให้ราชสำนัก เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าอาจารย์ผู้มีพระคุณจะเป็นผู้มาส่งข่าวด้วยตนเอง
“อาจารย์ ศิษย์เข้าใจแล้วขอรับ แบบแปลนผังเมืองเหนือ บัญชีรายรับรายจ่าย และทะเบียนที่ดินกับครัวเรือน ศิษย์จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้จะส่งไปให้กรมคลังเก็บเป็นหลักฐานและรับมอบต่อไป ภายหน้าการพัฒนาเมืองเหนือจะอยู่ในการจัดการของราชสำนักทั้งหมด สำนักจ้านสื่อจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอีก”
หลัวเยี่ยนเฉินมองฉินฮ่าวหราน ก่อนเอ่ยถาม “จิ่งสิง เจ้ายอมตัดใจได้จริงหรือ?”
ฉินฮ่าวหรานยิ้มบาง “อาจารย์ ที่ดินเมืองเหนือเดิมทีก็เป็นของราชสำนัก ศิษย์เพียงบุกเบิกและจัดเตรียมการล่วงหน้าแทนเท่านั้น”
หลัวเยี่ยนเฉินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นพยักหน้าแล้วลุกขึ้น ยกมือแตะไหล่เขาเบา ๆ น้ำเสียงเปี่ยมความปลาบปลื้ม “เจ้ามีวิสัยทัศน์และใจกว้างเช่นนี้ อาจารย์ก็วางใจแล้ว”
ฉินฮ่าวหรานมีแผนการของตนอยู่ในใจ ทุกเรื่องล้วนต้องรอจังหวะ เมื่อผู้อื่นเผยข้อบกพร่องออกมา จึงจะยิ่งขับให้ความสามารถและผลงานที่แท้จริงของตนโดดเด่นขึ้น มิฉะนั้นผู้คนอาจคิดว่าเรื่องนี้ทำได้ง่ายดาย ใคร ๆ ก็รับผิดชอบได้
อีกด้านหนึ่ง ข่าวแพร่ไปถึงตำหนักบูรพาอย่างรวดเร็ว
องค์รัชทายาทไจ่คุนนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือหนึ่งถือคัมภีร์ อีกมือฝนหมึกเตรียมเขียนคำอรรถาธิบาย ขันทีคนสนิทก้มกายก้าวเข้ามาช้า ๆ แล้วรายงานถึงต้นสายปลายเหตุของการส่งมอบกิจการเมืองเหนือและการโอนอำนาจหน้าที่ของสำนักจ้านสื่ออย่างละเอียดเสียงเบา
เมื่อได้ฟัง องค์รัชทายาทวางพู่กันลง สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน พระองค์ตรัสถามขันทีว่า “บัดนี้ท่านอาจารย์ฉินอยู่ที่ใด?”
“กราบทูลฝ่าบาท ใต้เท้าฉินยังคงจัดการงานอยู่ในสำนักจ้านสื่อพ่ะย่ะค่ะ”
ไจ่คุนได้ฟังก็ลุกขึ้นทันที คิดจะไปพบเขา
แต่เมื่อใกล้ถึงประตูตำหนัก พระองค์กลับหยุดฝีเท้า คล้ายกำลังครุ่นคิดชั่งใจ
