สวีเหวินอินท่องอยู่หลายรอบ ความกังวลบนใบหน้าค่อย ๆ คลายลง ก่อนเผยรอยยิ้ม “เฉิงหยวน เฉิงเจา ดีมาก ฟังรื่นหูยิ่งกว่าชื่อเดิมเสียอีก ทั้งยังใช้ลำดับอักษรประจำรุ่นด้วย ต่อไปผู้ใดเห็นชื่อก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขาอยู่รุ่นอักษรเฉิง”
ฉินฮ่าวหรานพยักหน้า พับกระดาษแผ่นนั้นเก็บใส่แขนเสื้อ “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พรุ่งนี้ค่อยไปบอกพวกเขา เด็กยังเล็ก เปลี่ยนชื่อทันอยู่ เรียกจนชินก็พอ”
เมื่อใกล้สิ้นปี หัวหน้าตระกูลฉินโส่วเย่จึงมีคำสั่งให้สมาชิกตระกูลที่ออกไปค้าขายกลับมาแต่เนิ่น ๆ ในปีนี้
การกลับมาจัดลำดับอักษรนั้นเกี่ยวพันถึงลูกหลานสืบไป นับเป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง
ต่อให้หาเงินจากภายนอกได้มากเพียงใด หากลูกหลานไม่ได้รับการจัดลำดับอักษร ก็เท่ากับขาดรากเหง้า ไม่อาจเผชิญหน้าบรรพชนได้
เมื่อได้ยินข่าว หลายคนก็เร่งเดินทางกลับทันที
ออกไปต่อสู้ดิ้นรน ก็เพื่ออนาคตของลูกหลานมิใช่หรือ? หาเงินได้ ซื้อที่นา สร้างบ้าน ทั้งหมดก็มิใช่เพื่อคนรุ่นต่อไปหรอกหรือ?
บัดนี้ในตระกูลจะจัดลำดับอักษรประจำรุ่น ยังมีเรื่องใดสำคัญไปกว่านี้อีก?
ยังไม่ถึงวันที่ยี่สิบเดือนสิบสอง ผู้คนที่อยู่ภายนอกก็ทยอยกลับมากันแล้ว
พวกเขาหอบหิ้วสัมภาระมากมาย ทั้งของขวัญปีใหม่สำหรับคนในบ้าน ของเล่นสำหรับเด็ก และของบำรุงร่างกายสำหรับผู้เฒ่า ทุกวันมีรถลาและรถวัวเข้าออกปากทางหมู่บ้าน คึกคักราวกับตลาดนัด
เด็ก ๆ ที่หยุดเรียนช่วงปีใหม่วิ่งไล่ตามรถไป พลางตะโกนว่า “ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”
ทุกหนแห่งมีเสียงหัวเราะ และเสียงร้องว่า “กลับมาแล้ว!”
“ลำบากแล้ว!”
“ลูกโตขึ้นอีกแล้ว!” เสียงทักทายดังระงม
จากนั้นก็ถามกันว่า “ลูกบ้านเจ้าตั้งชื่อว่าอะไร?”
“ฮ่าวหรานเป็นคนตั้งให้ จะไม่ดีได้อย่างไร?”
“ลูกชายบ้านข้าชื่อเฉิงโย่ว พี่ฮ่าวหรานตั้งให้ บอกว่ารับพรคุ้มครองจากฟ้าดิน”
“ลูกสาวบ้านข้าชื่อเฉิงหนิง บอกว่าขอให้ชีวิตสงบสุข ร่มเย็นตลอดกาล”
“รุ่นอักษรเฉิงดีจริง มีรากมีฐาน”
กาลเวลาเคลื่อนคล้อยใกล้วันสิ้นปี สมาชิกตระกูลต่างเฝ้ารอด้วยใจจดจ่อ หวังให้ถึงวันเซ่นไหว้ใหญ่ที่ศาลบรรพชนในวันสิ้นปี ทั้งยังตั้งตารอให้ชื่อใหม่ของคนรุ่นหลังที่เพิ่งกำหนดขึ้น บันทึกลงในผังตระกูลฉินอย่างเป็นทางการ
