วันนั้น ฉินฮ่าวหรานไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
เขาเพียงนั่งอยู่ใต้ระเบียงเป็นเพื่อนท่านอาเฒ่า
ฉินหย่วนซานกลับมาจากข้างนอก เห็นทั้งสองเป็นเช่นนั้นก็ชะงักฝีเท้า ก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วไม่ถามอะไรสักคำ เดินเข้าห้องไปเงียบ ๆ
ยามกินมื้อเย็น ฉินเต๋อชางก็เอ่ยถึงการตัดสินใจ
“หย่วนซาน พวกเราเตรียมตัวกันเถิด ถึงเวลากลับบ้านแล้ว”
ฉินหย่วนซานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า “ดี”
เด็ก ๆ ไม่เข้าใจ ยังคงพูดคุยหัวเราะกันเจื้อยแจ้ว
หลี่จาวหย่วนร้องขึ้นว่า “ท่านปู่ทวด อย่าเพิ่งไป! ข้ายังอยากให้ท่านพาไปชมโคมไฟอยู่เลย!”
ฉินเต๋อชางยิ้มพลางลูบศีรษะเขา “เด็กดี ท่านปู่ทวดต้องกลับแล้ว พอกลับถึงบ้านจะส่งเป็ดย่างมาให้เจ้ากิน”
หลี่จาวหย่วนเบะปาก ราวกับยังอยากพูดอะไรต่อ แต่ฉินหลิงกูกลับคว้าตัวลากออกไปเสียก่อน
คืนนั้น ฉินฮ่าวหรานพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ
เมื่อนึกถึงยามศึกษาเล่าเรียน ท่านอากับท่านลุงใหญ่เป็นผู้ไปส่งเขาที่สำนักศึกษา และมารับกลับในช่วงปิดเรียน...
หลายวันต่อจากนั้น ฉินฮ่าวหรานก็เริ่มเตรียมการให้ท่านอากับท่านลุงใหญ่กลับบ้านเกิด
เขาไปหาสำนักคุ้มภัยเวยหย่วนซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลวงก่อน เถ้าแก่สำนักคุ้มภัยแซ่หาน เป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี คล่องแคล่วว่องไว เดินทางคุ้มกันสินค้าในเมืองหลวงมานานกว่ายี่สิบปี ไม่เคยพลาดพลั้ง
ฉินฮ่าวหรานเล่าสถานการณ์ให้ฟัง เถ้าแก่หานตบอกกล่าวว่า “ผู้เรียบเรียงฉินโปรดวางใจ เรื่องของท่านก็คือเรื่องของข้าน้อย เส้นทางจากเมืองหลวงไปหูเป่ยและหูหนาน ข้าน้อยเดินทางมาแล้วไม่ต่ำกว่าร้อยเที่ยว คุ้นเคยเป็นอย่างดี รับรองว่าจะส่งท่านผู้เฒ่ากลับถึงบ้านโดยปลอดภัย”
