หลังจากนั้น ฉินฮ่าวหรานก็เดินทางไปยังค่ายทหารตามเมืองต่าง ๆ ได้แก่ เซวียนฝู่ ซานซี เหลียวหยาง เหอเจียน และที่อื่น ๆ ทุกแห่งที่ไปถึง เขาจะประกาศราชโองการก่อน พร้อมชี้แจงสาเหตุที่โฉวหลวนถูกจับกุม จากนั้นจึงปลอบขวัญเหล่าทหาร และย้ำถึงความจำเป็นของการต่อต้านอย่างสุดกำลังกับการปฏิบัติตามคำสั่งเดียวกัน
เมื่อเหล่าแม่ทัพเห็นว่าราชโองการระบุชัดเจน ทั้งยังมีขันทีผู้ควบคุมกองทัพและองครักษ์ลับติดตามมาด้วย อีกทั้งทราบว่าโฉวหลวนสิ้นอำนาจแล้ว จึงไม่มีผู้ใดกล้าคิดเป็นอื่นอีก ต่างพากันแสดงความจำนงว่าจะปฏิบัติตามการจัดการของราชสำนัก
ฉินฮ่าวหรานวิ่งวุ่นไปมาระหว่างค่ายต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน กระทั่งฟ้ามืดจึงกลับเข้าเมือง
เขามิได้กลับจวน หากตรงไปยังกรมกลาโหม เพื่อรายงานสถานการณ์ของกองทัพทั้งหลายนอกเมืองให้เนี่ยเป้าทราบ
“ใต้เท้าเนี่ย กองทัพนอกเมืองมีกำลังใจมั่นคงแล้ว แม่ทัพทุกค่ายล้วนยินดีรับคำสั่งจัดวางกำลัง ทว่าเสบียงขาดแคลนยังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด กองทัพเป่าติ้งของหยางโส่วเชียนมีเสบียงพอกินเพียงสามวัน กองทัพเหยียนสุยมีพอกินเพียงสองวัน ส่วนค่ายอื่น ๆ ก็ใกล้เคียงกัน หากไม่จัดสรรเสบียงโดยเร็ว ภายในห้าวัน กองทัพทั้งหลายจะพ่ายแพ้ไปเองโดยยังมิทันได้รบ”
เมื่อรายงานสถานการณ์ของกองทัพนอกเมืองอย่างละเอียดครบถ้วนแล้ว เนี่ยเป้าก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมองทุกคนที่นั่งอยู่ “เรื่องเสบียง พวกท่านมีหนทางใดบ้าง?”
ทุกคนสบตากันไปมา ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากอยู่ชั่วขณะ
ปัญหาเสบียงขาดแคลนมิใช่เพิ่งเกิดขึ้นวันสองวัน เงินในคลังของกรมคลังร่อยหรอ ยุ้งฉางในแต่ละหัวเมืองมีเสบียงจำกัด กองทัพที่มาช่วยรักษาราชสำนักเดินทางมาถึงเร็วเกินไป กองลำเลียงจึงตามไม่ทัน
ท่ามกลางความเงียบ เสียงชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง “ข้าน้อยมีแผนการหนึ่ง ไม่ทราบว่าควรกล่าวหรือไม่”
