ความครึกครื้นหน้าศาลบรรพชนค่อย ๆ สงบลง ทว่าในอากาศยังคงอบอวลด้วยความตื่นเต้น เงินเหรียญทองแดงถูกนับอย่างละเอียด ร้อยด้วยเชือกป่าน แล้วเก็บไว้ในหีบไม้ที่ฉินเต๋อชางนำมา
เมื่อนับรวมกันแล้ว จำนวนครัวเรือนที่ร่วมลงขันมากกว่าที่คาดไว้หลายเท่า แทบจะครอบคลุมทุกบ้านในหมู่บ้าน ระดมเงินได้เกือบสี่พวง
เขากวาดตามองชาวบ้านที่ยังไม่แยกย้ายกันไปจนหมด ก่อนกล่าวเสียงดังว่า “พี่น้องชาวบ้านทั้งหลาย พรุ่งนี้ข้ากับหย่วนซานจะเข้าเมืองแต่เช้าไปซื้อเป็ด ลูกบ้านคนใดมีสิ่งใดอยากให้ซื้อกลับมาด้วยหรือไม่? อาศัยรถวัวไปด้วยจะได้สะดวก!”
ยามนี้เป็นเดือนสี่ตามปฏิทินจันทรคติ ฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิเพิ่งผ่านพ้นไป ส่วนการเก็บเกี่ยวฤดูร้อนยังมาไม่ถึง นับเป็นช่วงที่เสบียงขาดแคลนระหว่างฤดูของปี ชาวบ้านต่างมองหน้ากัน ของจำเป็นในบ้านอย่างด้ายเข็มหรือเครื่องมือเกษตรที่ต้องซ่อมแซมล้วนยังไม่เร่งด่วน สุดท้ายคนส่วนใหญ่จึงเพียงตะโกนว่า
“หัวหน้าหมู่บ้าน ช่วยซื้อเกลือหยาบกลับมาให้บ้านข้าสักครึ่งชั่งก็พอ!”
“บ้านข้าก็อยากได้เกลือด้วย!”
“ใช่ ซื้อเกลือกลับมาก็พอ!”
เกลือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวนา ทั้งยังเป็นของที่ฝากซื้อกันอยู่บ่อยที่สุด จากนั้นผู้คนก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันไป แต่เมื่อเดินผ่านฉินฮ่าวหราน ทุกคนล้วนส่งสายตาซาบซึ้งและชื่นชมให้ ถ้อยคำที่เอ่ยทักทายก็สนิทสนมเป็นพิเศษ
“เจ้าหนูฮ่าวหราน เก่งกาจขึ้นจริง ๆ! ถึงกับพูดคุยกับท่านอาจารย์ได้ด้วย!”
“นั่นสิ หากฮ่าวหรานไม่ตั้งใจเล่าเรียนจนท่านอาจารย์เอ็นดู เรื่องดีเช่นนี้จะตกถึงหมู่บ้านเราได้อย่างไร?”
“ตั้งใจเรียนให้ดี! วันหน้าได้เป็นซิ่วไฉ หมู่บ้านหลิวถังของเราก็พลอยได้หน้าไปด้วย!”
ฉินฮ่าวหรานค้อมกายตอบรับอย่างสุภาพทีละคน ใบหน้ามีรอยยิ้มเขินอายสมวัย “ท่านลุงท่านป้ากล่าวชมเกินไปแล้ว เป็นเพราะท่านอาจารย์มีเมตตา คอยนึกถึงเพื่อนบ้านต่างหาก” เขายกความดีความชอบทั้งหมดให้ท่านอาจารย์หลี่ ส่วนตนแสดงท่าทีถ่อมตนและรู้มารยาท ยิ่งทำให้คนในตระกูลรู้สึกชื่นชอบเขามากขึ้น
