ด้วยฝีมืออันโดดเด่นและเป็นที่ยกย่องของชาวบ้าน หัวหน้าจางจึงได้รับการเสนอชื่อจากท้องถิ่นให้ราชสำนักพระราชทานหมวกและเครื่องแต่งกายขุนนาง เพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล
วันนั้นเมื่อพระราชโองการมาถึง หัวหน้าจางคุกเข่าอยู่บนพื้น น้ำตาไหลพราก “ข้าเป็นเพียงชาวนา จะมีคุณความดีอันใดคู่ควรกับเกียรติเช่นนี้...”
คนอื่น ๆ ต่างได้รับรางวัลแตกต่างกันไป ทุกคนล้วนยินดี
ฉินฮ่าวหรานยืนอยู่บนคันนาในที่นาหลวง มองชาวนาเฒ่าที่กอดรางวัลพลางยิ้มอย่างโง่งม ทว่าในใจรู้ดีว่านี่เป็นเพียงภาพฉากหน้า
ตำราพิมพ์ออกมาแล้ว ทั้งแจกจ่ายไปแล้ว แต่มีสักกี่คนที่อ่านเข้าใจจริง ๆ?
มีสักกี่คนที่เต็มใจทำตาม? ขุนนางท้องถิ่นมีมากเพียงใดที่ทำงานอย่างขอไปที?
เมื่อนึกถึงบรรดาขุนนางประจำอำเภอที่เคยพบยามเดินทางไปบรรเทาภัยพิบัติในเจียงหนาน บางคนไม่เคยลงนาแม้แต่ครั้งเดียว แล้วจะชี้แนะชาวนาได้อย่างไร?
หนทางเผยแพร่ตำรายังอีกยาวไกล
ตะวันคล้อยต่ำ เขามองผืนนาหลังเก็บเกี่ยว ตอข้าวเรียงเป็นระเบียบทั่วทั้งผืนเหลืองอร่าม
ไกลออกไป หัวหน้าจางกำลังนำชาวนาเฒ่าเก็บเครื่องมือ เตรียมกลับบ้าน
ควันหุงข้าวลอยอ้อยอิ่ง เสียงสุนัขเห่าดังเป็นระยะ
เบื้องหลังมีคนเรียกเขาแผ่วเบา “ท่านพี่”
ฉินฮ่าวหรานหันกลับไป สวีเหวินอินยืนอยู่ปลายคันนา มือจูงฉินเหวินหยวน ข้างกายนางมีแม่นมอุ้มบุตรชายคนรอง เหวินเจา
นางสวมเสื้อคลุมผ้าแพรสีเรียบ ทับด้วยเสื้อกั๊กผ้าโปร่งสีเหลืองอมน้ำตาล ยาวลงมาถึงใต้เข่า ไม่มีลวดลายปักอันหรูหรา มีเพียงขอบคอเสื้อและสาบเสื้อที่เดินขลิบสีเขียวอ่อนบาง ๆ
ผมเกล้าเป็นมวยต่ำ ปักปิ่นเงินเรียบ ๆ ไว้หนึ่งอัน ต่างหูมุกเม็ดเล็กห้อยระย้า ใบหน้าไร้เครื่องประทินโฉมจัดจ้าน สีหน้าอ่อนโยนสงบนิ่ง ระหว่างคิ้วแฝงความสุขุมของแม่บ้านและความสงบเรียบง่ายจากการคลุกคลีกับตำรา
ฉินฮ่าวหรานก้าวยาวเข้าไปหา มองนางก่อนคราหนึ่ง แล้วเอื้อมมือไปหยอกเหวินเจา เจ้าตัวน้อยเพิ่งครบ 100 วัน เนื้อขาวจ้ำม่ำ พอเห็นบิดาก็ส่งเสียงอ้อแอ้พลางโบกมือเล็ก ๆ
