บางครั้งถานหลุนก็มาขอคำชี้แนะเรื่องงานเขียน บางครั้งก็มาฟังฉินฮ่าวหรานอภิปรายเรื่องบ้านเมือง บางคราก็เพียงแวะมานั่ง ดื่มชาและสนทนากัน
ฉินฮ่าวหรานพบว่าคนผู้นี้มิได้เชี่ยวชาญเพียงพิชัยสงคราม หากยังแตกฉานในคัมภีร์และประวัติศาสตร์ อีกทั้งมีความเห็นลึกซึ้งเป็นเอกเทศ
ทั้งสองมักสนทนากันครึ่งค่อนวัน เริ่มจากเรื่องโบราณไปจนถึงปัจจุบัน จากวรรณคดีไปจนถึงการทหาร ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอ
เมื่อถานหลุนกล่าวถึงเรื่องต่อต้านโจรสลัดญี่ปุ่นในเจียงหนาน ก็ยิ่งมีชีวิตชีวา ราวกับได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตนเอง
ถานหลุนเองก็ค่อย ๆ เลื่อมใสในความรู้ความสามารถของฉินฮ่าวหราน
ครั้งหนึ่ง หลังฟังฉินฮ่าวหรานอธิบายตำรายวี่ก้งในคัมภีร์ซ่างซูจบ เขาก็อดทอดถอนใจมิได้ “ท่านอาจารย์ฉิน ข้าน้อยร่ำเรียนมาสิบกว่าปี นึกว่าตนรู้ไม่น้อยแล้ว ครั้นได้ฟังท่านอธิบาย จึงรู้ว่าตนยังตื้นเขิน ตำรายวี่ก้งบทนี้ ข้าน้อยอ่านมาไม่ต่ำกว่าร้อยหน แต่กลับมองเป็นเพียงบันทึกภูมิศาสตร์ ท่านอาจารย์กลับอ่านพบทั้งวิธีจัดการน้ำท่วม หลักสำคัญด้านภูมิศาสตร์ และรากฐานความเป็นอยู่ของราษฎร ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่งนัก”
ฉินฮ่าวหรานยิ้มกล่าว “การอ่านหนังสือมิได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่เข้าใจหลักการ ตำรายวี่ก้งกล่าวถึงการจัดการน้ำท่วม ภูมิศาสตร์ และความเป็นอยู่ของราษฎร หนังสือหนึ่งเล่ม หากอ่านให้แตกฉานจนเห็นความหมายได้สามชั้น จึงนับว่าเข้าใจอย่างแท้จริง บัดนี้เจ้าเข้าใจถึงชั้นนี้ได้ นับว่าหาได้ยากแล้ว”
ถานหลุนพยักหน้าเห็นด้วย นับแต่นั้นมาก็ปฏิบัติต่อเขาเยี่ยงศิษย์อย่างนอบน้อมยิ่ง
วันเวลาของฉินฮ่าวหรานค่อย ๆ ผ่านไปท่ามกลางความอิ่มเอมเช่นนี้
ทุกเช้าเขาเข้าวังไปถวายพระอักษรแด่จักรพรรดิ ด้วยการบรรยายคัมภีร์ซ่างซูและจือจื้อทงเจี้ยน ยามบ่ายอาจไปบรรยายที่สำนักศึกษาหลวง หรือไม่ก็ไปตรวจดูการเพาะปลูกในที่ดินหลวง ครั้นมีเวลาว่าง บรรดาบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงมักมาขอคำชี้แนะ เขาจึงจัดที่นั่งในห้องหนังสือ คอยตอบข้อสงสัยทีละคน
บางคราก็ทดสอบความรู้ของหลานชายทั้งสอง เหวินป๋อและเหวินฮั่น
