วันนั้น ฉินฮ่าวหรานออกจากที่ทำงานขณะที่ท้องฟ้ายังสว่าง
ฉินฮ่าวหรานเดินกลับจวน ช่วงหลายวันนี้เขาคุ้นชินกับการเดินเช่นนี้แล้ว
สำนักฮั่นหลินอยู่ไม่ไกลจากถนนไท่ผูซื่อ เดินเท้าเพียงสองเค่อก็ถึง พอดีใช้ช่วงเวลานี้จัดระเบียบความคิดได้
หลายวันนี้ทางกรมพิธีการเร่งรัดมาอย่างหนัก ร่างต้นของระเบียบพิธีบวงสรวงแท่นบูชาวงกลมต้องถวายต่อคณะเสนาบดีก่อนเดือนสิบ ทุกวันหลังเลิกงาน เขายังต้องไปชานเมืองทางใต้เพื่อตรวจสอบตำราโบราณ บ่อยครั้งกว่าจะกลับถึงจวนก็ยามซวีแล้ว
เมื่อเลี้ยวผ่านปากตรอก ฝีเท้าของฉินฮ่าวหรานพลันชะงัก
ในตรอกหน้าประตูจวนของเขา มีรถล่อจอดอยู่สองคัน
เป็นรถล่อขนของธรรมดา ตัวรถคลุมผ้าสีน้ำเงิน คนขับกำลังขนสัมภาระลงมา มีถุงป่านพองโตหลายใบ หีบหวายใบใหญ่สองใบ และห่อสัมภาระอีกหลายห่อ
เด็กหลายคนวิ่งวนรอบรถ ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เสียงหัวเราะก้องไปทั่วตรอก
หน้าประตูมีคนหลายคนยืนอยู่ ต่างชะเง้อมองมาทางปากตรอก
ฉินฮ่าวหรานสาวเท้าเข้าไปหา
ใบหน้าของคนเหล่านั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น เบื้องหน้าสุดมีชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ ผมขาวราวหิมะ แผ่นหลังค้อมลงเล็กน้อย แต่ยังพยายามยืดตัวตรง มือหนึ่งถือไม้เท้า อีกมือยกบังแสงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อย พลางเพ่งมองไปยังปากตรอก
ฉินฮ่าวหรานเร่งฝีเท้าเข้าไปใกล้ ยกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วหยุดตรงหน้าท่านอาปู่
เขาสวมชุดขุนนางเสื้อคลุมสีคราม ตามธรรมเนียมจึงไม่อาจคุกเข่าคารวะได้ ได้แต่ประสานมือคำนับอย่างลึกซึ้ง “ท่านอาปู่เดินทางมาไกล หลานมิได้ออกไปต้อนรับ ขอท่านอภัยด้วย!”
ฉินเต๋อชางจ้องมองชายหนุ่มในชุดขุนนางตรงหน้า ชุดเสื้อคลุมสีครามเรียบตึง หมวกขุนนางสีดำสวมได้อย่างเหมาะเจาะ ใบหน้าผุดผ่อง ดวงตาสุกใสราวดวงดาว
