ฉินฮ่าวหรานเป็นผู้มีอายุน้อยที่สุดในโรงเตี๊ยม ทั้งยังเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งเพราะได้อันดับหนึ่งในการสอบระดับเมือง ทว่าเขากลับไม่ร้อนรนแม้แต่น้อย
เขาต้อนรับบรรดาบัณฑิตที่มาเยือนอย่างมีมารยาท รินชาราคาถูกให้ทุกคนด้วยตนเอง รับฟังคำรำพันและคำพร่ำบ่นอย่างอดทน บางครั้งก็เออออด้วยสองสามประโยค เช่น “มิใช่เรื่องง่ายจริง ๆ” หรือ “พี่น้องทุกท่านลำบากแล้ว” บ้างก็ปลอบใจด้วยถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่อาจช่วยอะไรได้มากนักอย่าง “ใต้เท้าเจ้ากรมศึกษาตรวจพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน รอประกาศผลก่อน บางทีอาจยังมีทางพลิกผัน”
ในที่สุด หลังผ่านพ้นสามวันอันแสนทรมาน ก็ถึงวันประกาศผลสอบรอบหลัก
ฟ้ายังไม่ทันสางดี ด้านนอกสนามสอบหลวง บริเวณกำแพงฉากขนาดใหญ่ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เบียดเสียดแน่นขนัดยิ่งกว่าตอนประกาศผลสอบระดับเมืองเสียอีก
ทุกครั้งที่เสมียนชั้นผู้น้อยเดินผ่าน ก็ทำให้เกิดความวุ่นวายเล็ก ๆ ขึ้นคราหนึ่ง
ฉินเต๋อชางกับฉินหย่วนซานลุกจากที่นอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ยามนี้ต่างเบียดเสียดอยู่ในฝูงชนอันกระสับกระส่ายจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง ฉินเต๋อชางถูกเบียดจนเซไปเซมา ทว่ายังคงจ้องไปทางกำแพงฉากอย่างไม่วางตา
ฉินหย่วนซานมีรูปร่างสูงใหญ่กว่า จึงพยายามใช้ร่างกายเปิดที่ว่างให้ท่านอา ส่วนตนเองก็ยืดคอมองไปยังกำแพงฉากว่างเปล่า
เมื่อเสมียนชั้นผู้น้อยหลายคนช่วยกันติดประกาศผลที่คลุมด้วยผ้าแพรแดงผืนใหญ่ลงบนกำแพงฉากอย่างเคร่งขรึม ทันทีที่ผ้าแพรถูกเปิดออก ฝูงชนก็ส่งเสียงฮือฮาดังลั่น ราวกับจะฉีกกระชากอากาศให้ขาดสะบั้น!
“สอบผ่านแล้ว! ข้าผ่านรอบหลักแล้ว! อันดับห้าสิบเจ็ด!” เสียงหนึ่งร้องขึ้นอย่างดีใจจนแหลมสูง เจือเสียงสะอื้น คนผู้นั้นโบกไม้โบกมือ กระโดดโลดเต้นราวกับเสียสติ
“เฮ้อ... คราวนี้ก็ไม่ผ่านอีกแล้ว... โชคชะตาไม่เข้าข้าง โชคชะตาไม่เข้าข้างจริง ๆ...” เสียงถอนหายใจหนักหน่วงดังขึ้นมากกว่า เสียงเหล่านั้นมาพร้อมแววตาที่หม่นแสงลงฉับพลันและแผ่นหลังที่งองุ้มลง บ้างก็หันหลังจากไปเงียบ ๆ บ้างยังไม่ยอมแพ้ กวาดตามองประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับยิ่งมองหลายครั้ง ชื่อของตนก็จะปรากฏขึ้นมาได้เอง
