สองข้างทางเป็นท้องทุ่งกว้างไกลสุดสายตา แม้เดือนแปดแล้ว ไอร้อนของภาคเหนือก็ยังไม่จาง คันนารวงข้าวและข้าวฟ่างโน้มหนักด้วยเมล็ด สีเขียวยังคงชอุ่ม เสียงจักจั่นแว่วผ่านม่านเข้ามาเป็นครั้งคราว เผยกลิ่นอายสดชื่นยามคิมหันต์ใกล้สิ้นสุด
แสงตะวันลอดช่องว่างของม่านไม้ไผ่เข้ามาในรถม้า ตกกระทบบนแก้มของฉินเหวินป๋อ
เด็กหนุ่มกำลังก้มหน้าก้มตาเคี้ยวขนม แก้มตุ่ยจนป่อง กินอย่างเอร็ดอร่อยจนสีหน้าเปี่ยมสุข แววตาและคิ้วเผยความไร้เดียงสาและความเบิกบานของวัยเยาว์
หลี่หงมองภาพตรงหน้า ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างฉับพลันว่า “ใต้เท้าฉิน หลานชายของท่านช่างเป็นเด็กมีวาสนาจริง ๆ”
ฉินฮ่าวหรานได้ยินดังนั้นก็ลืมตาขึ้น สายตาหยุดอยู่ที่หลานชาย แววตาอ่อนโยนลงเล็กน้อย “กงกงกล่าวเกินไปแล้ว เขาเป็นเพียงเด็กที่เติบโตในชนบท ไม่เคยพบเห็นโลกกว้าง เพียงติดตามข้าอยู่ข้างกาย อ่านหนังสือรู้หนังสือเท่านั้น”
จากนั้นแววตาก็ค่อย ๆ หลุบลง ราวกับพึมพำกับกาลเวลาเก่าแก่ “ครั้งนั้นข้าเดินทางไกลไปยังเมืองเหมียนหยางเพื่อเข้าสอบระดับสำนักศึกษา ซึ่งเกี่ยวพันกับอนาคตในราชการ ท่านปู่ทวดกับท่านลุงใหญ่ไม่วางใจให้ข้าเดินทางไกลเพียงลำพัง จึงอำลาบ้านเกิดแล้วติดตามไปตลอดทาง
เมื่อถึงเมืองเหมียนหยาง ท่านลุงใหญ่ไม่ยอมปล่อยให้เงินทองเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงไปหางานแบกหามที่ท่าเรือ งานนั้นทั้งหนักทั้งเหน็ดเหนื่อย ท่านแบกสัมภาระหนักเพื่อประทังชีวิตทุกวัน ไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว
คราวที่ข้ายังเยาว์วัย เดินทางท่องเที่ยวหาความรู้ผ่านท่าเรือ ก็เคยลองรับสัมภาระมาช่วยแบกดู ของหนักเพียงร้อยชั่งกดลงบนบ่า ข้าก็รู้สึกประหนึ่งกระดูกและเส้นเอ็นจะแหลกสลาย ก้าวเดินอย่างยากลำบาก ไม่นานก็ฝืนไม่ไหว ทรุดนั่งลงข้างทาง
แต่ท่านลุงใหญ่กลับตรากตรำเช่นนี้ทุกวัน ทำงานตั้งแต่แสงอรุณยังริบหรี่จวบจนสนธยา แบกหามตลอดทั้งวัน
ทุกครั้งที่กลับถึงโรงเตี๊ยมหลังเลิกงาน มือของท่านสั่นจนจับชามตะเกียบไม่มั่น บ่าก็มีรอยฟกช้ำจากการแบกของ ทว่าท่านไม่เคยเอ่ยคำตัดพ้อให้ข้าฟังแม้สักคำ
