เดือนเมษายน ปี 1971 ในแฟลตครอบครัวของโรงงานเหล็ก ลมหนาวพัดผ่านทางเดินจนยังคงทิ้งความเย็นยะเยือกไว้
สายลมพัดผ่าน กลิ่นควันฉุนจากถ่านหินคุณภาพต่ำปนกับกลิ่นจืดชืดของผักกาดขาวตุ๋น ลอยคลุ้งผสมกับอากาศเย็นเข้ามาในจมูก
หยางลี่ฮวากำลังนั่งยอง ๆ อยู่หน้าเตาถ่านในครัว นิ้วเรียวกำคีมคีบถ่านสีดำสนิทไว้แน่น ก่อนออกแรงเติมถ่านเข้าเตา
ชาติที่แล้วเธอเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย แล้วทำงานได้สองสามปี ก็กลับไปนอนที่บ้าน ใครจะคิดว่าการหลับครั้งนั้นจะพาเธอย้อนกลับไปอยู่ในท้องของซูเหม่ยหลาน แม่ของเธอในตอนนี้ ตั้งแต่ปี 1955
แถมด้วยอายุของเธอ ต่อให้รีบแค่ไหนก็เรียนมหาวิทยาลัยไม่ทันแล้ว เธอเลยไปเรียนพร้อมกับหยางลี่เจวียน พี่สาวคนรอง อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่บ้านคอยเลี้ยงเด็กตัวแสบสองคน
เพราะเกิดใหม่มาในท้องแม่ เธอจึงรู้จักเอาใจผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก ในยุคที่ข้าวของขาดแคลน แถมในบ้านยังมีเด็กตั้งหลายคน เด็กที่ไม่ได้รับความสนใจและความรักก็ทำได้แค่ประคองชีวิตไปวัน ๆ
เธอได้กลับมาเกิดใหม่ ไม่ใช่เพื่อแค่มีชีวิตอยู่ แต่เธออยากมีชีวิตที่ดีและมีสีสัน
“ลี่ฮวา เลิกทำได้แล้ว เดี๋ยวพี่รองกลับมาให้เขาทำเอง” ลูกสาวก็โตขนาดนี้แล้ว แต่วัน ๆ เอาแต่วิ่งออกไปข้างนอก ไม่รู้จักเอาใจใส่คนในบ้าน ไม่คิดจะรีบกลับมาทำกับข้าวซักผ้าเลย
“แม่จะบอกให้ พี่ใหญ่ของลูกคราวนี้ในที่สุดก็รู้เรื่องรู้ราวขึ้นมาแล้ว” ซูเหม่ยหลานนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ในห้องรับแขก พูดไปเรื่อยเปื่อย
“ป้าหวังที่สำนักงานชุมชนเป็นคนแนะนำให้เอง ผู้หญิงคนนั้นทำงานอยู่โรงงานอาหาร เหมือนจะชื่อโจวหงเสีย ได้ยินว่าหน้าตาดี นิสัยเรียบร้อย แถมยังเป็นนักกิจกรรมอีก ถ้าได้แต่งกับพี่ใหญ่ของลูก แม่ก็จะได้วางใจเสียที”
หยางลี่ฮวาฟังแม่ซูเหม่ยหลานพูดอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในครัว กำลังจะรับคำ แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมาในหัวอย่างรุนแรง คีมคีบถ่านในมือหล่นลงพื้นดังเคร้ง
เธอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัวว่า “โจวหงเสีย?”
คำสามคำนี้ราวกับกุญแจที่ไขความทรงจำซึ่งหลับใหลมานานให้เปิดออก
ภาพมากมายพลันแล่นผ่านตาอย่างรวดเร็ว ในสมองปรากฏนิยายยุคเจ็ดศูนย์เรื่อง «ชีวิตงดงามดุจผ้าแพร» ขึ้นมาเอง นางเอกในนิยายเป็นคนขยันอดทน ร่วมฝ่าฟันกับสามีจนกลายเป็นนักธุรกิจต้นแบบของเมือง และเธอก็ชื่อโจวหงเสีย
ส่วนหยางลี่ฮวาอย่างเธอ ตอนแรกเป็นน้องสาวสามีตัวร้ายที่คอยหาเรื่องนางเอกทุกด้าน ทั้งยังหึงหวงไม่เข้าเรื่อง ต่อมาก็กลายเป็นคนโง่ที่มอบตัวช่วยทำมาหากินให้กับนางเอก
สุดท้ายทุกคนก็หันหลังให้เธอ เธอยังถูกส่งไปชนบทอย่างไม่ไยดี และทั้งชีวิตก็ไม่มีโอกาสกลับเข้าเมืองอีกเลย
หึ!
สรุปว่าหยางลี่ฮวาอย่างเธอมีหน้าที่อยู่แค่สองอย่างในนิยายทั้งเรื่องสินะ ช่วงแรกก็มีไว้เพื่อขับเน้นความใจกว้างและแสนดีของนางเอก อีกอย่างคือใช้มือเธอส่งตำราอาหารเล่มนั้นให้นางเอก เพื่อให้อีกฝ่ายร่ำรวยขึ้นมาใช่ไหม
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ความโกรธก็พุ่งขึ้นจุกอก มือเท้าสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ลี่ฮวา? เป็นอะไรไป แม่เรียกตั้งนานก็ไม่เห็นตอบ คิดอะไรอยู่?” ซูเหม่ยหลานหยุดเย็บผ้า มองลูกสาวอย่างสงสัยปนเป็นห่วง
ดูสิ นั่งนิ่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้นราวกับวิญญาณหลุดจากร่าง ไม่เห็นฉลาดคล่องแคล่วเหมือนทุกทีเลย
ไม่ใช่ว่าซูเหม่ยหลานจะยกยอลูกตัวเอง แต่ลูกสาวคนนี้ไม่ใช่เด็กผู้หญิงธรรมดาที่ไหนจะเทียบได้ ถ้ามหาวิทยาลัยไม่หยุดรับนักศึกษาในช่วงนี้ ลี่ฮวาของเธอต้องสอบติดแน่ ครอบครัวก็จะได้มีคนเป็นเจ้าหน้าที่ ได้เชิดหน้าชูตา
ความเฉลียวฉลาดนี้เหมือนเธอเอง ถึงไม่แปลกที่เธอจะรักลี่ฮวามากกว่าลูกสาวคนอื่น ๆ
หยางลี่ฮวาข่มความปั่นป่วนในใจไว้ ก้มลงเก็บคีมคีบถ่าน แล้วพยายามทำเสียงให้เป็นปกติ “แม่ ไม่มีอะไรค่ะ เมื่อกี้มือหนูลื่น ทำเอาตกใจหมดเลย”
“โธ่ โตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว ยังทำอะไรโครมครามอยู่ได้” เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร ซูเหม่ยหลานก็หันกลับไปทำงานในมือต่อ
ไม่แน่ว่าลี่ซินอาจจะแต่งงานเร็ว ๆ นี้ พื้นรองเท้าคู่นี้ต้องรีบเย็บให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทัน อีกอย่างลี่จวินยังตัวเล็กนิดเดียว แต่เท้ากลับโตเร็ว ต้องเปลี่ยนพื้นรองเท้าใหม่แล้วเหมือนกัน
“แม่ฟังดูแล้วโจวหงเสียก็เป็นผู้หญิงที่ดีนะคะ ถ้าพี่ใหญ่กับเธอลงเอยกันได้ก็คงเป็นเรื่องดี” ถึงเธอจะไม่อยากให้โจวหงเสียแต่งเข้าบ้านตัวเอง แต่เรื่องนี้เธอตัดสินใจไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแม้แต่น้อย
อีกอย่าง ตอนนี้เธอรู้เนื้อเรื่องแล้ว ย่อมต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิมให้ได้ ส่วนตำราอาหารเล่มนั้น ต่อให้เธอเผาทิ้งก็ไม่มีทางยกให้ใคร
แน่นอนว่าเธอไม่เผามันทิ้งหรอก ถึงจะไม่สนใจทำอาหาร แต่ก็ไม่อยากยกประโยชน์ให้คนนอก โดยเฉพาะคนที่อาจเป็นศัตรูกับเธอด้วย
เธอใช้ข้อได้เปรียบจากการรู้เนื้อเรื่อง ล่วงหน้าไปคว้าโอกาสของตัวเอกมาไว้ในมือได้ต่างหาก
พอคิดแบบนี้ขึ้นมา เธอก็กลับมามีแรงฮึดทันที
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเล็กน้อย หยางต้าเฉียงผู้เป็นพ่อกับหยางลี่ซินพี่ชายคนโตก็กลับมาถึงบ้านไล่เลี่ยกัน หยางต้าเฉียงเป็นช่างไฟเก่าแก่ของโรงงานเหล็กเซี่ยงหยาง ใบหน้าคล้ำกร้านเต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา
ส่วนหยางลี่ซิน พี่ชายคนโตที่ตามหลังมา เมื่อหลายปีก่อนก็อาศัยเส้นสายเข้าไปทำงานเป็นช่างไฟประจำที่โรงงานเหล็กเซี่ยงหยาง ได้อยู่แผนกเดียวกับพ่อ หยางลี่ซินได้รูปร่างสูงใหญ่กำยำมาจากหยางต้าเฉียงผู้เป็นพ่อ แต่นิสัยกลับร่าเริงกว่ามาก
หยางลี่ฮวายกผักกาดขาวตุ๋นกับหมั่นโถววางบนโต๊ะ ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อ พี่ใหญ่ กลับมาแล้วเหรอคะ!”
มือยังคงจัดอาหารไม่หยุด แต่สายตากลับแอบสังเกตสีหน้าของหยางลี่ซิน
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องนัดดูตัวแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวังและประหม่า เขาได้ยินมาว่าผู้หญิงที่จะมาดูตัวด้วยนั้น ทั้งหน้าตา ครอบครัว และงาน ล้วนไม่เป็นรองใคร
“แม่ วันหยุดสุดสัปดาห์ผมใส่ชุดทำงานตัวใหม่ไปนะ เพิ่งแจกมา ยังไม่เคยใส่เลย” โรงงานเหล็กของพวกเขาเป็นโรงงานใหญ่ ใส่ชุดทำงานของโรงงานออกไปข้างนอกก็ดูมีหน้ามีตา
“ได้สิ ถึงตอนนั้นให้ลี่เจวียนรีดให้เรียบ ๆ นะ” ซูเหม่ยหลานตอบรับด้วยรอยยิ้ม
หยางต้าเฉียงเงยหน้าขึ้นพูดด้วยว่า “ให้ลี่เจวียนซักรองเท้าของลี่ซินไว้ล่วงหน้าด้วย รีดแค่เสื้อผ้าจะพอได้ยังไง” เขาก็เห็นชอบกับผู้หญิงที่ลูกชายจะไปดูตัวด้วยมาก บ้านพวกเขาต้องให้ความสำคัญหน่อย
พูดจบเขาก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ น้ำเสียงไม่พอใจ “ลี่เจวียนกับอีกสองคนนั่นอยู่ไหนกัน ฟ้ามืดแล้วก็ยังไม่กลับ” ถึงจะถามถึงหยางลี่เจวียน หยางลี่ซู และหยางลี่จวิน แต่เห็นชัดว่าความไม่พอใจนั้นพุ่งไปที่ลูกสาวสองคน
ซูเหม่ยหลานหยุดงานในมือด้วย ความยินดีที่มีเพราะลูกชายจะไปดูตัวพลันหายไป “ใครจะไปรู้ว่าสองคนนั้นเตลิดไปไหน โตขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักช่วยงานที่บ้านบ้างเลย”
ถึงจะเป็นพี่น้องผู้หญิงบ้านเดียวกัน แต่หยางลี่ฮวาก็ไม่คิดจะช่วยแก้ตัวให้พวกเธอ ความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเธอไม่ได้ดีอะไร แค่ไม่ซ้ำเติมกันก็นับว่าดีมากแล้ว
ช่วยไม่ได้ ทรัพยากรในบ้านมีอยู่แค่นี้ ถ้าให้พวกเธอ เธอก็จะไม่ได้อะไร แถมในสายตาของพ่อแม่ เธอก็แค่ดีกว่าหยางลี่เจวียนกับหยางลี่ซูอยู่หน่อยเดียว ถึงจะพูดว่ารักเธอ แต่ก็ไม่มีทางเทียบกับหยางลี่ซินและหยางลี่จวินได้
เธอต้องคิดถึงตัวเองให้มาก อีกสองเดือนก็จะเรียนจบแล้ว ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่น หากช่วงนี้ยังหางานไม่ได้ เธอก็ต้องเผชิญกับการถูกส่งลงชนบท พ่อแม่ไม่มีทางยอมเสียเงินเสียเส้นสายเพื่อหางานให้เธอแน่
