“เป็นไปได้ยังไง! ทำไมอาจารย์ใหญ่ถึงออกใบจบให้เธอก่อนกำหนดเป็นพิเศษ ลี่ฮวา เรื่องบางเรื่องทำไม่ได้หรอกนะ ต่อไปเธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน...”
หยางลี่เจวียนพูดเสียงแหลมจนแทบเป็นกรีดร้อง น้องสามคงไม่ได้ทำเรื่องเสียหายอะไรหรอกนะ อย่าให้ต้องเดือดร้อนเพราะใบจบเลย
“หุบปาก ดูสิว่าพูดอะไรออกมา” ซูเหม่ยหลานขมวดคิ้ว ถลึงตามองลูกสาวคนรองหยางลี่เจวียนที่ไม่รู้จักคิด พูดอะไรไม่ระวัง เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นแท้ ๆ แต่กลับพูดเสียมั่นอกมั่นใจ
“ลี่ฮวา เล่าให้แม่ฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น” แม้ซูเหม่ยหลานจะไม่ได้รักหยางลี่ฮวาที่สุด แต่เมื่อไม่มีลูกชายทั้งสองอยู่ด้วย ก็ยังแสดงความรักต่อลูกสาวคนนี้ได้ง่ายกว่า
“แม่คะ บ่ายวันนี้หนูไปหาอาจารย์ใหญ่เพื่อเข้าสอบจบก่อนกำหนด สอบผ่านหมดแล้ว ถึงได้ใบจบมาค่ะ ก่อนหน้านี้หนูไม่ได้บอกพวกแม่ เพราะกลัวว่าถ้าสุดท้ายไม่สำเร็จแล้วจะผิดหวังกัน
พอได้ใบจบมา สิ่งแรกที่หนูคิดถึงก็คือเอากลับมาให้แม่ดู อยากให้แม่ดีใจ อีกอย่าง หนูเรียนลดลงสองเดือน ที่บ้านก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้บ้าง จะได้เหลือเงินไว้จัดงานแต่งให้พี่ใหญ่เพิ่มอีกหน่อย”
หยางลี่ฮวาไม่สนใจคำพูดไร้หัวคิดของหยางลี่เจวียน เพียงยิ้มหวานแล้วพูดกับซูเหม่ยหลาน
“โธ่ ลูกสาวแม่เก่งจริง ๆ เหมือนแม่ไม่มีผิด” ซูเหม่ยหลานหันไปพูดกับหยางลี่เจวียนต่อ “ดูตัวเองสิ อายุมากกว่าลี่ฮวาตั้งสองปีแท้ ๆ หัดเรียนรู้จากน้องบ้าง”
“พอเถอะแม่ อย่าตำหนิพี่รองเลย พี่รองทำงานบ้านทั้งวัน ทำอะไรตั้งหลายอย่าง” หยางลี่ฮวาดึงซูเหม่ยหลานไว้ ไม่ให้พูดต่อ เรื่องพวกนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์
“จริงสิ พี่รอง ถ้าพี่อยากจบก่อนกำหนด ก็ไปหาอาจารย์ใหญ่ได้เหมือนกัน เขาใจดีมาก ขอแค่สอบผ่านก็จบก่อนกำหนดได้”
ในเมื่อทุกคนรู้แล้วว่าเธอจบก่อนกำหนด งั้นเธอก็พูดชี้แนะพี่รองที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่คิดก่อนพูดสักหน่อย
พอได้ยินหยางลี่ฮวาพูดแบบนั้น ซูเหม่ยหลานก็หันไปมองหยางลี่เจวียน “น้องสามพูดถูกแล้ว เธอก็ไปหาอาจารย์ใหญ่ของเธอสิ...”
พอได้ยินว่าต้องไปหาอาจารย์ใหญ่ หยางลี่เจวียนก็ส่ายหน้าราวกับกลองป๋องแป๋ง “ฉัน... ฉันไม่กล้าหรอก อีกอย่างผลการเรียนฉันก็ไม่ดีเท่าน้องสาม เรียนจบช้าหน่อยก็เหมือนกันนั่นแหละ”
ที่จริงเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องรีบจบก่อนตั้งสองเดือน ทำตามขั้นตอนปกติไม่ดีกว่าหรือ ยังต้องไปหาอาจารย์ใหญ่อีก แค่ไปหาครูเธอยังกลัว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาจารย์ใหญ่ที่เก่งกว่าครูเสียอีก
ซูเหม่ยหลานทนดูท่าทางขี้ขลาดกลัวไปหมดของหยางลี่เจวียนไม่ได้ จึงขมวดคิ้วน้อย ๆ กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หยางลี่ฮวาก็รีบแทรกขึ้นมาก่อน
“แม่คะ ในเมื่อหนูเรียนจบแล้ว ก็ควรช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านบ้าง หนูเห็นว่าตั๋วซื้อสบู่กับตั๋วซื้อไม้ขีดของเดือนนี้ยังไม่ได้ใช้ พรุ่งนี้หนูจะไปต่อแถวที่สหกรณ์แต่เช้า ซื้อของที่ต้องใช้กลับมาให้หมดนะคะ
อีกไม่กี่วันงานแต่งของพี่ใหญ่อาจจะตกลงกันได้แล้ว ถึงตอนนั้นคงต้องซื้อของเพิ่มอีกไม่น้อย
แม่เอาทะเบียนบ้านให้หนูด้วยนะคะ ถึงตอนนั้นของที่จำกัดจำนวนซื้อ หนูจะได้ซื้อมาให้พร้อมกันเลย”
ซูเหม่ยหลานชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่คิดว่าหยางลี่ฮวาจะเสนอตัวรับงานบ้านพวกนี้ บางทีคงเพราะโตขึ้นแล้ว
แต่เธอก็ไม่ได้สงสัยอะไร ปกติหยางลี่ฮวารับปากว่าจะทำอะไร ก็ทำจนเสร็จไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เคยคิดว่าลูกสาวจะเอาเงินไปใช้สุรุ่ยสุร่าย
ถึงอย่างนั้น คนในบ้านอีกสองคนอย่างซูเหม่ยหลานกับหยางลี่เจวียนก็ไม่ได้สงสัยเธอ “ได้ เดี๋ยวแม่ไปเอาทะเบียนบ้านมาให้ เธอเก็บให้ดีนะ ถ้าหายต้องไปทำใหม่ที่สถานีตำรวจ”
ตอนกินข้าวเย็น หยางต้าเฉียงที่เงียบมาตลอดก็หันมาถามหยางลี่ฮวา “เรียนจบแล้วคิดจะทำอะไรต่อ”
โตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว คงไม่อยู่บ้านไปตลอดหรอก
หยางลี่ฮวาสบตาพ่ออย่างไม่หลบเลี่ยง “หนูจะช่วยที่บ้านจัดงานแต่งให้พี่ใหญ่ก่อน แล้วช่วงนี้ก็จะลองหางานดูค่ะ”
หยางต้าเฉียงรับคำ “อืม” จากนั้นก็พูดต่อ “น้องชายยังเล็ก กำลังต้องใช้เงิน ที่บ้านคงช่วยเหลืออะไรลูกไม่ได้มาก”
พูดจบ สายตาของหยางต้าเฉียงเหมือนจะหยุดอยู่บนใบหน้าหยางลี่ฮวาชั่วครู่ หรือบางทีอาจไม่ได้หยุดเลยก็ได้
หลังอาหารเย็น ซูเหม่ยหลานยื่นทะเบียนบ้านกับตั๋วหลายใบให้หยางลี่ฮวา เมื่อมีทั้งทะเบียนบ้านและใบจบแล้ว การสอบวันพรุ่งนี้ก็น่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
หยางลี่ฮวากำลังจะหันกลับเข้าห้อง จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงหยางต้าเฉียงดังมาจากห้องนอนของพ่อแม่
“พี่ใหญ่ใกล้จะแต่งงานแล้ว กำลังต้องใช้เงิน ส่วนลูกสาวคนรองกับคนสาม ฉันก็ไม่ได้หวังให้พวกเธอเลี้ยงดูแก่เฒ่า ส่งเสียให้เรียนจนจบมัธยมก็ถือว่าดีมากแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นยังไงก็ให้พวกเธอจัดการกันเอง”
ซูเหม่ยหลานพิงขอบเตียง พยักหน้าเห็นด้วย “ก็ต้องดูความสามารถของพวกเธอ ถ้าหางานได้ก็ดีไป ถ้าไม่ได้ เดี๋ยวฉันไปหาแม่สื่อให้พวกเธอดูตัว อย่างน้อยก็อย่าให้ลูกสาวที่บ้านเลี้ยงมาจนโตต้องไม่ได้อะไรเลยแล้วถูกส่งลงชนบทไป”
“อืม ที่เธอพูดก็เป็นทางออกเหมือนกัน ถ้าจะดูตัว ตอนนี้ก็ไปหาแม่สื่อได้เลย ดูไว้ล่วงหน้า อย่ารอให้สำนักงานเขตมาตามแล้วค่อยจัดการ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันรู้ว่าควรทำยังไง นอนได้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปทำงาน”
ห้องนอนเงียบลง หยางลี่ฮวากลับเข้าห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ที่จริงเธอรู้อยู่แล้วไม่ใช่หรือว่าพ่อแม่ไม่ได้รักเธออย่างที่เคยคิด เรื่องเล็ก ๆ อาจยอมตามใจเธอบ้าง แต่พอถึงคราวต้องควักเงินหรือใช้เส้นสาย พวกเขาก็ไม่เคยนึกถึงลูกสาวเหล่านี้เลย
ฟ้ายังไม่สาง หยางลี่ฮวาก็ตื่นแล้ว
เธอลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ ห่อใบจบกับทะเบียนบ้านอย่างระมัดระวัง แล้วเก็บไว้ในกระเป๋าชั้นในสุด บนเตา ซูเหม่ยหลานเตรียมตะกร้ากับเงินและตั๋วสำหรับซื้อของวันนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
ช่วงเช้าหยางลี่ฮวารีบซื้อของที่ต้องใช้กลับบ้านให้เสร็จ พอตอนเที่ยงก็กินข้าวไปไม่กี่คำ แล้วรีบมุ่งหน้าไปโรงงานทอผ้าหงซิง
ในห้องเรียนสำหรับพนักงานของโรงงานทอผ้าหงซิงช่วงบ่าย เงียบจนได้ยินเพียงเสียงปลายปากกาขีดเขียนบนกระดาษ หยางลี่ฮวานั่งอยู่ในห้อง ตั้งใจทำข้อสอบ
เวลาสอบหนึ่งชั่วโมงผ่านไปราวกับชั่วพริบตา แต่ระหว่างรอผลกลับยาวนานเป็นพิเศษ ผู้เข้าสอบคัดเลือกเข้าทำงานต่างกระจายกันอยู่รอบ ๆ แต่ละคนมีสีหน้าเคร่งเครียด
หยางลี่ฮวาสังเกตว่าผู้เข้าสอบส่วนใหญ่รู้จักกัน ถึงจะเรียกชื่ออีกฝ่ายไม่ถูก แต่ก็พอรู้ว่าเป็นลูกบ้านไหน เสียงกระซิบกระซาบของผู้สมัครที่เป็นคนในโรงงานดังเข้าหูเธอ
“ได้ยินว่ารอบนี้โรงงานทอผ้ารับแค่ 10 คน”
“10 คนเองเหรอ คนมาสมัครสอบรอบนี้ตั้ง 50 คนเห็นจะได้” อัตรารับเข้าต่ำไม่น้อยเลย
“ได้ยินว่าหลานสาวรองผู้อำนวยการโรงงานก็มาด้วย”
“หา! ถ้าอย่างนั้นก็ล็อกตัวไว้แล้วไม่ใช่เหรอ”
หยางลี่ฮวาฟังเรื่องวงในของการสอบคัดเลือกครั้งนี้ ใจค่อย ๆ จมดิ่งลง เธอที่บังเอิญก้าวเข้ามาจากข้างนอก จะมีโอกาสแข่งกับญาติของพนักงานในโรงงานพวกนี้จริงหรือ
ไม่ว่าเวลาจะยาวนานแค่ไหน ในที่สุดก็ต้องผ่านไป หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของโรงงานทอผ้าก็เดินออกมาพร้อมรายชื่อ
“คนที่ได้ยินชื่อ กรุณาอยู่ต่อแล้วตามฉันไปทำเรื่อง ส่วนคนอื่นกลับได้เลย”
“หวังต้าจวิน จ้าวซูเฟิน...”
ชื่อแต่ละชื่อถูกประกาศออกมา เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่หัวใจของหยางลี่ฮวาค่อย ๆ จมลงทีละน้อย
จนกระทั่งประกาศชื่อคนที่เก้าแล้ว ก็ยังไม่มีชื่อเธออยู่ในรายชื่อ
