ไม่นาน ศึกกิลด์ก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
ผู้เล่นหลายร้อยคนจากสองกิลด์ปะทะกันกลางแผนที่ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากสองสาย เอฟเฟกต์สกิลแผ่เต็มหน้าจอในพริบตา
เซี่ยเซียวไม่พูดพร่ำทำเพลง เปลี่ยนไปใช้โหมดพิทักษ์ทันที
เขาสวมเกราะหนาหนัก ยกโล่ขึ้นขวางอยู่ตรงหน้าหนานเป่า รับความเสียหายทั้งหมดที่ซัดเข้ามาอย่างเต็มแรง
หนานเป่ายืนอยู่ด้านหลังเขาอย่างสงบ มือร่ายคัมภีร์พิษไม่หยุด ปล่อยพิษกู่สีม่วงดำออกมาเป็นสาย ทุกกระบวนท่าล้วนสร้างบาดแผล ตัวเลขความเสียหายบนหน้าจอพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คนหนึ่งเป็นแทงก์ที่ไม่กลัวตาย อีกคนเป็นตัวทำดาเมจที่โจมตีเต็มกำลัง ทั้งคู่สวมอุปกรณ์ระดับเทพ ประสานงานกันอย่างไร้ที่ติ
ภาพนี้ทำให้สมาชิกกิลด์ที่เห็นต่างพากันตะลึง
“เชี่ย เทพเซียวรับหน้าที่เป็นโล่ให้คนอื่นด้วยเหรอ? ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า?”
“ตัวละครนักรบของเขาไม่ใช่ว่าพุ่งเข้าใส่ตลอด ไม่เคยตั้งรับหรอกเหรอ? ตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงยอมรับดาเมจอย่างว่าง่ายแบบนี้?”
“แถมยังเป็นโล่ให้หนานเป่าด้วย...สองคนนี้ต้องมีอะไรแน่ ๆ!”
“แต่หนานเป่าไม่ใช่คู่หูผูกสัมพันธ์ของหัวหน้ากิลด์เหรอ?”
“โธ่ หัวหน้ากิลด์ยังพูดเองเลยว่าพวกเขาไม่ได้มีใจให้กัน แค่ผูกสัมพันธ์กันเพื่อทำภารกิจ ไม่นับหรอก”
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังไปทั่ว กู้ฉางเฟิงเองก็เห็นภาพนั้นเช่นกัน
เขากำลังต่อสู้ติดพันอยู่กับศิษย์ตัวน้อยที่อีกฟากของสนามรบ ทว่าสายตากลับอดไม่ได้ที่จะเหลือบไปยังเงาสองร่างที่ยืนเคียงข้างกันบนแผนที่ครั้งแล้วครั้งเล่า
คนหนึ่งสวมชุดม่วงถือไม้เท้า อีกคนสวมเกราะดำถือโล่
