ฮวาหลีปักหลักอยู่ที่เมืองชิงซี ใช้ชีวิตสงบสุขตามประสาของตน
ทุกเช้านางจะตื่นขึ้นมากวาดลานเรือน รดน้ำต้นทับทิม จากนั้นก็ออกไปเดินเล่น ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
เมืองไม่ใหญ่ เดินครึ่งวันก็ทั่วแล้ว ชาวเมืองต่างมีอัธยาศัยดีและเรียบง่าย เมื่อพบหน้ากันก็ยิ้มทักทาย
ฮวาหลีมักตอบรับด้วยท่าทีอ่อนโยนนุ่มนวล ทำตัวประหม่าและขี้อายได้อย่างพอเหมาะพอดี สมกับบทหญิงกำพร้าผู้ตกทุกข์ได้ยาก
นางไม่ได้ผลีผลามเข้าไปตีสนิทกับซูย่าง
แม้บ้านทั้งสองหลังจะคั่นกันเพียงกำแพงเดียว แต่ฮวาหลีก็อดทนรอได้อย่างใจเย็น
นางรู้ดีว่าตอนนี้ตนได้เปรียบอยู่ก่อนแล้ว เจ้าคนนั้นไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิเสวียนชิงหรือเซี่ยเซียว ก็เห็นชัดว่าไม่มีความทรงจำจากชาติก่อน
หากเขาเป็นคนเดียวกับสองชาติก่อน เมื่อเห็นนางเข้า เขาย่อมไม่มีทางนิ่งเฉย
นางจะรอให้เขาเผยพิรุธออกมาเอง
เป็นดังคาด ผ่านไปไม่กี่วัน ซูย่างก็เริ่มนั่งไม่ติด
เช้าตรู่วันหนึ่ง ฮวาหลีกำลังตากเสื้อผ้าอยู่ในลานเรือน เสียงเคาะห่วงประตูก็ดังขึ้นเบา ๆ
นางวางผ้าลงแล้วเดินไปเปิดประตู ก็เห็นซูย่างยืนอยู่ด้านนอก ในมือถือสมุนไพรไอ้เย่ที่ตากแห้งแล้ว มัดเป็นกำอย่างเรียบร้อยด้วยเชือกป่าน ก่อนยื่นให้นาง
“แม่นางลู่” ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงเป็นปกติ “วันก่อนข้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร เห็นไอ้เย่ขึ้นงามดี จึงเก็บมาตากไว้เสียหน่อย ฤดูใบไม้ผลิยุงแมลงชุกชุม แขวนไว้หน้าประตูก็ช่วยไล่แมลงได้ แม่นางเก็บไว้ใช้เถิด”
ฮวาหลีเอื้อมมือรับ ก้มมองไอ้เย่ที่มัดไว้อย่างประณีตไร้ที่ติ สีหน้าเผยความซาบซึ้งออกมาอย่างพอเหมาะ น้ำเสียงอ่อนหวาน “ขอบคุณท่านหมอซูที่อุตส่าห์ใส่ใจ”
