ฮวาหลีหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เหลือบมองหน้าจอ
บนหน้าจอแสดงชื่อผู้โทรเข้าไว้ชัดเจนว่า “พ่อ”
โทรมาได้จังหวะพอดีเลยทีเดียว แววขบขันวาบผ่านดวงตาที่หลุบต่ำของเธอ
ทว่าบนใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นตื่นตระหนก ลังเลอยู่สองวินาทีถึงค่อยกดรับสาย
ทันทีที่สายต่อ เสียงดุดันราวกับอสูรร้ายก็ดังมาจากปลายสาย รัวเป็นชุดไม่หยุด
“มู่เซี่ยงหนาน! ได้ยินว่าตอนนี้แกกลายเป็นเน็ตไอดอลชื่อดังแล้วเหรอ หาเงินได้ตั้งเยอะใช่ไหม? ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ ถึงไม่รู้จักส่งเงินกลับบ้าน? แม่แกก็ป่วย น้องชายแกยังต้องเรียนหนังสือ ส่วนแกกลับไปกินดีอยู่ดีอยู่ข้างนอกคนเดียว...”
หลังจากนั้นยังมีคำพูดที่หยาบคายกว่านี้อีก ทั้งคำด่าทอและคำข่มขู่พรั่งพรูออกมาทีละประโยค ไม่เปิดโอกาสให้พักหายใจเลยสักนิด
โทรศัพท์ของฮวาหลีเป็นเครื่องมือสองเก่า ๆ คุณภาพเสียงแย่มาก ทว่าคำพูดเหล่านั้นกลับดังก้องไปทั่วห้องเรียนอันเงียบสงัด
เซี่ยเซียวได้ยินชัดเจนทุกคำ
สีหน้าของเขาเย็นชาลงทีละน้อย ความขุ่นเคืองที่ยังหลงเหลือระหว่างคิ้วถูกแทนที่ด้วยโทสะอึมครึม
เขาเข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
ฮวาหลีถือโทรศัพท์ไว้ ตั้งท่าจะตอบกลับอย่างหวาด ๆ ริมฝีปากเพิ่งขยับ
เซี่ยเซียวก็ยื่นมือเข้ามาคว้าโทรศัพท์ของเธอไปก่อน กดวางสายอย่างฉับไว จากนั้นก็กดปิดเครื่องค้างไว้ ทุกอย่างเกิดขึ้นต่อเนื่องในคราวเดียว
เขาวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ แล้วก้มมองเธอด้วยสายตาหนักอึ้ง คล้ายกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน
“ที่เสี่ยวหลีไม่กล้าเปิดเผยตัวตนในโรงเรียน ก็เพราะเรื่องนี้ใช่ไหม?”
ฮวาหลีพยักหน้า เสียงเบาหวิว “ใช่ค่ะ... พ่อแม่จะมาเรียกเงินจากฉัน ฉันไม่กล้าให้พวกเขารู้ว่าฉันกำลังไลฟ์อยู่”
