สกุลมู่ ตั้งอยู่ในแดนใต้อันอบอุ่น ภูมิอากาศสบาย ภูเขาเขียวน้ำใส
จวนสกุลมู่ สร้างตามไหล่เขา ตัวอาคารไม้หลักลดหลั่นเป็นชั้น ๆ กระจายอยู่บนภูเขา ลานบ้านนับไม่ถ้วน ระเบียงทางเดินเชื่อมถึงกัน ศาลาริมน้ำ สะพานเล็กสายธาร เชื่อมโยงทุกจุด บนยอดเขา เมฆหมอกลอยอ้อยอิ่ง บางครั้งมีนกกระเรียนขาวกระพือปีกบินผ่าน กลิ่นอายเซียนลอยละล่อง ทำให้จิตใจปลอดโปร่ง
ที่ตีนเขา เป็นเมืองที่รุ่งเรือง เมืองนี้เกิดขึ้นและดำรงอยู่เพื่อสกุลมู่ มีชื่อว่า เมืองมู่ เมื่อมองจากระยะไกล ถนนกว้างขวางตัดสลับ ผู้คนบนถนนเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย
ฉินเจิ้งหยางบังคับเรือเหาะ บินตรงถึงกลางเขา เตรียมลงจอดที่ลานบ้านที่ใหญ่ที่สุด
ตลอดทางมู่อีหลานยังคุยหยอกกับมู่เทียนเย่ได้อย่างร่าเริง แต่เมื่อเรือเหาะเริ่มลดระดับ ใบหน้ามู่อีหลานก็ซีดลง หว่างคิ้วแฝงแววหวาดหวั่น นางไม่รู้จะเผชิญหน้ากับบิดาและพี่ชายอย่างไร
มู่เทียนเย่จูงมือมู่เฟิงหัว ส่วนมู่เฟิงหัวจูงมือมู่หานเฟิงอีกที สามคนลงจากเรือเหาะก่อน
ในลาน มีชายชราผู้มีเคราและผมสีขาว เปี่ยมบารมี ท่าทางเคร่งขรึม ยืนอยู่ที่นั่น ขมวดคิ้วน้อย ๆ จ้องมองมายังเรือเหาะ เบื้องหลังเขา มีชายหนุ่มหกคน รูปลักษณ์โดดเด่น จ้องมองมาที่เรือเหาะด้วยแววตาเร่าร้อนเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่า ชายชราผู้นี้คือบิดาของมู่อีหลาน ชายหนุ่มอีกหลายคน ก็คือพี่ชายของมู่อีหลานนั่นเอง
มู่อีหลานก้าวลงจากเรือเหาะ เท้าหยุดยืนอยู่ตรงจุดเดิม นางเม้มปากแน่น ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้าอีก
ในที่สุดชายชราก็อดไม่ไหว เขาก้าวเท้ายาว ๆ ตรงไปหามู่อีหลาน ดวงตามีน้ำตา ริมฝีปากสั่นระริก พูดไม่เป็นประโยค "กลับมาก็ดีแล้ว… กลับมา… ก็ดี…"
